+66 81 692 3961
leesic@gmail.com
  


 ปล่อยตัวปล่อยใจให้เพลิดเพลินไปกับเสียงดนตรีในงาน JAM FEST2 เทศกาลดนตรีสุดแจ่มที่อยากให้มีอีกเรื่อยๆ ปล่อยตัวปล่อยใจให้เพลิดเพลินไปกับเสียงดนตรีในงาน JAM FEST2 เทศกาลดนตรีสุดแจ่มที่อยากให้มีอีกเรื่อยๆ ปล่อยตัวปล่อยใจให้เพลิดเพลินไปกับเสียงดนตรีในงาน JAM FEST2 เทศกาลดนตรีสุดแจ่มที่อยากให้มีอีกเรื่อยๆ


 2019-10-28 22:34:36

    

 

ถือว่าจัดเป็นครั้งที่สองแล้วสำหรับงาน Jam Fest เทศกาลดนตรีสุดจ๊าบที่ขนศิลปินสุดแจ่มมาไว้ในงานมากมาย โดยงานจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา ก่อนไปเราทำการบ้านมาพอสมควร คือเล็งไว้แล้วว่าจะมาเก็บวงอะไรบ้าง และดูตารางเวลาขึ้นของศิลปินแต่ละคนมาคร่าวๆ เพื่อวางแผนในการวิ่งร้อยเมตรชายไปเวทีนั้นเวทีนี้ได้อย่างทันท่วงที

 

 

หากตามกำหนดการงานจะเริ่มประมาณบ่ายสอง ใครที่เป็นสายไปงานเร็วก็น่าจะทันดูวงอย่าง '00.01' และ 'Safeplanet' ขึ้นแสดง ส่วนสายชิลอย่างเรา ขอแดดร่มลมตกกว่านี้นิดนึงแล้วกัน เราไปถึง Voice Space ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานประมาณสี่โมง ไปถึงก็รีบจั้มไป Main Stage ทันที เพราะขณะนั้นรู้สึก ‘อภิรมย์’ กำลังขึ้นแสดงอยู่ ในฮอลคนเยอะกว่าที่คิด เราไปทันตอนช่วงที่พี่ๆ กำลังเล่นเพลง “ผิงไฟ” อยู่พอดี คือชิลมาก ก่อนจะปิดท้ายด้วย “วันสบาย” ก่อนเริ่มเพลงพี่ต่ายแอบพูดแซวตัวเองด้วย ประมาณว่า “เพลงนี้เป็นเพลงฟังสบายๆ อยากให้ทุกคนหลับตาฟังนะครับ เพราะถ้าเกิดเห็นหน้าผมแล้วบางทีอาจจะรู้สึกไม่เข้ากับเพลงเท่าไหร่” (ลั่น) ถือว่าเรียกรอยยิ้มมุมปากจากทุกคนกันไปเบาๆ ตอนนั้นคิดในใจถ้ามีเครื่องดื่มเย็นๆ สักแก้วกระดกไปพร้อมๆ กับยืนฟังเพลงนี้นะจะเป็นอะไรที่ฟินมาก (แต่ตอนนั้นในงานยังไม่เปิดขายเหล้า เนื่องจากยังไม่ถึงห้าโมง)

 

 

 

จากนั้นเราเดินออกจาก Main Stage กะว่าจะไปสำรวจพื้นที่รอบงานสักหน่อย เดินผ่านมาตรง Dood Stage ตอนนั้นคิดในใจ เอ๊ะ!!! ทำไมคนเยอะจัง ลองเข้าไปดูหน่อยดีกว่า ปรากฏว่า เชี่ย!! ‘H3F’ กำลังร่ายมนต์อยู่นี่เอง ไม่แน่ใจว่าเป็นเพลงอะไร (น่าจะเป็นเพลงใหม่ที่ยังไม่ได้ปล่อย) จังหวะสนุกๆ มีกรูฟแบบฟังก์ คือเท่ห์มาก เวทีนี้สถานที่จะค่อนข้างเล็ก คนดูก็จะยืนเบียดๆ กันหน่อย แต่โครตได้ฟีล ตามตาราง ‘H3F’ ต้องขึ้นห้าโมงครึ่ง แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้พวกเขาต้องขึ้นก่อนเวลากำหนด ตอนแรกกะจะไปดู ‘พี่ธีร์ ไชยเดช’ สักหน่อย แต่เจอโชว์ของแก๊งนี้ไปไม่อยู่ดูไม่ได้จริงๆ ‘H3F’ จัดเต็มหลายเพลง ทั้งเพลงที่คุ้นหูอย่าง “Just Sayin” และ “How Can I” รวมไปถึงเพลงที่ยังไม่ปล่อยออกมา ซึ่งจะบรรจุอยู่ในอัลบั้มเต็มของพวกเขาที่จะวางขายในงาน Cat Expo ที่กำลังจะถึงนี้ หลังจากยืนดูโชว์ของพวกเขาแบบตาไม่กระพริบอยู่พักใหญ่ ความรู้สึกแรกเลยคือ พวกเอ็งทำเพลงดีกันจังวะ ทั้งการเดินคอร์ด เมโลดี้ ดนตรี ซาวด์ และการร้อง มันมีกลิ่นความเป็นสากลสูงมาก และการเพอฟอร์มก็โครตมีเสน่ห์ ไม่ต้องพูดอะไรเยอะ แค่ให้ดนตรีทำหน้าที่ของมันก็พอ อีกอย่างที่ชอบคือสำเนียงกีตาร์ของก้อง ตาคนนี้คือเล่นกีตาร์ได้โครตจอห์น เมเยอร์ หวานก็ได้ ปลุกเร้าก็ดี คือเล่นไม่ได้เยอะอะไร แต่โดนทุกดอก ไม่แปลกใจเลยที่ว่าทำไมสาวๆ ถึงกรี๊ดพวกเขามากมายขนาดนี้ (หนุ่มๆ ก็ไม่น้อยเหมือนกัน)

 

 

หลังจากยืนฟังมาหลายเพลง เราก็ขอตัวออกมาก่อน พร้อมกับตรงดิ่งไปที่ Ourdoor Stage ต่อทันที รู้สึกว่า ‘Quicksand Bed’ กำลังแจกความสดใสอยู่ในช่วงท้ายโชว์พอดี เช่นเดียวกับหัวใจของเราที่สดใสพองโตไม่แพ้กัน เพราะบังเอิ้ญบังเอิญได้เจอกับสาวคนหนึ่งที่ตัวเองแอบปลื้มมานาน อ๊ายยย น่าร้ากกก >< เดี๋ยวๆๆ นอกเรื่องละ กลับมาที่ดนตรีสิโว้ย (ฮ่าๆๆๆๆ) โอเคต่อๆ เราไปถึงตอนควิกแซนกำลังเล่นเพลง “Future Me” อยู่พอดี เพิ่งเคยได้ดูวงนี้เล่นสดเหมือนกัน ซาวด์แน่นใช้ได้เลย ขณะที่หูกำลังฟัง ตาก็กวาดไปรอบๆ บริเวณเวทีไปด้วย รู้สึกเวทีตรงนี้ออกแบบได้เกร๋เลยทีเดียว ทั้งการจัดวางเวทีที่เลือกทำเลได้เหมาะสม ฉากหลังที่ออกแบบโดยใช้ลังไม้มาเรียงต่อๆ กัน และมีไฟดวงเล็กๆ ประดับ การคุมโทนของสี รวมไปถึงที่นั่งของคนดูที่มีทั้งแบบให้นั่งที่พื้นด้านหน้า และแบบเป็นไม้ที่นำเรียงต่อกันขึ้นไปเป็นอัศจรรย์ คือเรียบง่ายมาก แต่คูลโครต ก่อนที่ควิกแซนจะปิดท้ายด้วยเพลง “กอด” เพลงดังของพวกเขาที่เป็นฉบับภาษาไทย

 

 

จากนั้นเราเดินออกมาพักแปปหนึ่ง ก่อนจะไปลุยต่อกับ ‘อพาร์ตเมนต์คุณป้า’ ที่ Main Stage จัดแจงหาเครื่องดื่มเย็นๆ พร้อมหาทำเลเหมาะๆ ด้านหน้าเวทีเรียบร้อย คราวนี้ล่ะ ฉันจะได้ดูอพาร์ตเมนต์แบบเต็มๆ สักที (หลังจากเฟลมาจากงานสนามหลวงเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว) ไม่นานอพาร์ตเมนต์ก็ออกมาสาดความมันส์ก่อนด้วย “Backstage Love” ก่อนพี่ตุลจะพาเราย้อนกลับไปอัลบั้ม Bangkok Love Story กับเพลง “กำแพง” เป็นเพลงที่เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นเล่นกันคนละแนว แต่พอมารวมกันแล้วลงตัวเวอร์ และถึงแม้เสียงแร็ปของพี่ตุลในบางช่วงจะฟังไม่ค่อยรู้เรื่องไปบ้าง แต่ดีกรีความสนุกก็ไม่ได้ลดหลั่นลงไปแม้แต่น้อย จบเพลงพี่ตุลร้องต่อว่า “จะไม่มีกำแพง จะไม่มีกำแพง จะไม่มีกำแพง” พร้อมกล่าวต่อว่า “อย่าให้แนวดนตรีมาปิดกั้นการซึบซับของคุณนะครับ ดนตรีทุกประเภทเข้ากันได้ในทุกโอกาส”

 

 

จากนั้นเบรกด้วยเพลงช้าๆ ที่ทุกคนร้องตามได้อย่าง “ปรากฎการณ์” เล่นจบพี่ตุลย้ำกับคนดูว่า “หวังว่าจะไม่ลืมกันนะครับ ว่าอพาร์ตเมนต์คุณป้าเป็นวงร็อกแอนด์โรล หลายคนบอกว่าร็อกมันตายไปแล้ว… มันแค่อยู่ในไอซียูเท่านั้นครับ” (ฮา) ก่อนจะเล่นเพลงเดือดๆ อย่าง “Rock & Roll เราเล่น” และ “เสือร้องไห้” บอกเลยว่าเราไม่ได้ดูโชว์ที่มันร็อกแอนด์โรลจ๋าๆ แบบนี้มานานแล้ว และก็มาถึงเพลง “ลิปสติกบนลิปสติก” ที่ไม่ต้องสืบว่าคนร้องตามกันดังแค่ไหน จากนั้นพี่ตุลก็เชิญ ‘พี่เล็ก วงพราว’ ออกมา โอ้โหห โครตเซอร์ไพรส์ แล้วมาพร้อมกับเพลง “เธอคือความฝัน” งี้!!! ไม่ต้องบรรยายให้มากความ ตำนานก็คือตำนานจริงๆ ไม่จบแค่นั้น พี่เล็กจัดต่อด้วยเพลง “เพราะ(ฉัน)มีเพียงเธอ” โครตร็อก โครตดิบ โครตสุด โครตมันส์ บอกได้คำเดียวว่าจังหวะนั้นโยกกันตัวโยน (ฮา) ก่อนจะสั่งลาโชว์นี้ไปด้วย “ไม่รู้จักฉันไม่รู้จักเธอ” ตามสูตรสำเร็จ (เช่นเดียวกับงานสนามหลวง)

 

   

 

หลังจากความเดือดระลอกแรกผ่านพ้นไป เราออกมานั่งพักด้านนอกพร้อมกับหาข้าวกินเพื่อฟื้นฟู HP ที่ร่อยหลอลงไปสักหน่อย โซนอาหารในงานจัดเป็นสัดเป็นส่วนดี มีหลายร้านให้เลือกกิน มีตั้งแต่ของคลาสสิกอย่างข้าวผัดกระเพรา ข้าวหน้าหมูหมัก ไปจนถึงแฮมเบอร์เกอร์ บาบีคิว สปาเก็ตตี้ บลาๆๆ ที่สำคัญราคาน่าคบหา อีกทั้งยังมีบาร์ให้ไปนั่งจิบเหล้า จิบค็อกเทลกันแบบคูลๆ อีกด้วย (เสียดายลืมถ่ายรูปมา) นอกจากจะมีอาหารให้กินแล้ว ยังมีบูธขายของที่มีตั้งแต่เสื้อยืด แผ่นเสียง ไปจนถึงฟิล์ม ให้สายช็อปได้มาเลือกซื้อกันอีกด้วย

 

 

หลังจากฮีลตัวเองด้วยข้าวหน้าหมูหมักเป็นที่เรียบร้อย สถานีต่อไปคือ ‘P.O.P’ ดูเหมือนโชว์จะเริ่มไปสักพักแล้ว เข้าไปถึงก็เจอเพลง “ที่แห่งนี้” ทักทายก่อนเลย โชคดีที่ตอนนี้ตรงด้านหลังคนยังไม่ค่อยแน่นเท่าไหร่ เลยทำให้พอมีทางเดินลัดเลาะไปด้านหน้าเวที จากนั้นพวกพี่ๆ ก็จัดเพลง “ครั้งนี้” ต่อทันที และตามมาด้วย “ชอบอ่ะ” คือร็อกมากกกก นึกว่าวงเฮฟวี่ กีตาร์นี่ปั่นยับ อย่างเดือด (ฮ่า) หลังจากนั้นอินโทรเพลงที่ทุกคนคุ้นหูก็ค่อยๆ บรรเลงขึ้น ก่อนเข้ามาเรายังคุยกับเพื่อนอยู่เลยว่า “มึงคิดว่าเขาจะเล่นเพลง “เผลอ” ปะวะ เพราะมันเป็นเพลงเดี่ยวของพี่นภ แต่แม่งดังมากเลยนะเว้ย…” ปรากฏว่าเล่นจริง พอท่อน “เอ๊ะๆ ใครกันที่เพิ่งเดินผ่าน…” ขึ้นเท่านั้นแหละ ทุกคนเฮกันสนั่น

 

 

เล่นจบไม่พูดพร่ำทำเพลง “แค่ได้พบเธอ” ถูกเสิร์ฟตามมาทันที ขาเขออยู่ไม่สุกแล้วจังหวะนั้น จนกระทั่งจบเพลง พวกพี่ๆ เขาถึงจะหยุดพักทักทายคนดู ตอนนั้นสภาพคือไม่ไหวแล้ว เหนื่อยมาก (ฮา) คือเล่นติดกันหลายเพลงแบบไม่หยุดพูดเลยอะ ฟิตกันมา อายุไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกพี่ๆ เขาจริงๆ ระหว่างนั้นพี่ก้อ (มือเบส) ก็พูดกับคนดูประมาณว่า “ก่อนขึ้นเล่นก็กังวลเหมือนกันว่าจะมีคนรู้จักวงมั้ยนะ แล้วคนที่มาดูจะมีแต่รุ่นลูกหรือเปล่า แต่อย่างไรก็ตามก็ขอบคุณลูกๆ ทุกคนที่มาดูพวกเรา และยังร้องเพลงได้ สงสัยแม่จะเปิดให้ฟังบ่อย…” (ฮ่าๆๆๆ) พี่ก้อโครตปั่น หลังจากพักหายใจหายคอกันพอประมาณ “ลมหายใจ” เวอร์ชั่น P.O.P. ก็ถูกสาดออกมามันส์กันต่อ จบเพลงพี่นภกล่าวคำร่ำลา ไปพร้อมๆ กับแสงไฟบนเวทีที่ดับลง ไอเราก็นึกว่าคงจบโชว์แล้วแหละ แต่ยังไม่ทันสิ้นเสียงกรี๊ดจากคนดู (คือทิ้งช่วงประมาณ 5 วินาทีเองมั้ง) ไฟบนเวทีก็กลับมาส่องสว่างอีกครั้ง และเพลง “ไม่มี” ก็ถูกบรรเลงขึ้น (จังหวะนั้นเกือบเฟลนิดๆ แล้ว เพราะโดยส่วนตัวเรามารอดูเพลงนี้โดยเฉพาะเลย) โอ้ยยย ฟิน เชื่อว่าเพลงนี้น่าจะเป็นเพลงที่หลายคนรักที่สุดเพลงหนึ่งของ P.O.P. เพราะสังเกตจากปฏิกิริยาของทุกคนในฮอลคืออินหนักมาก ร้องตะโกนกันแทบขาดใจ ซึ่งถือเป็นการปิดโชว์ของวงป็อปร็อกระดับตำนานวงนี้ได้อย่างสวยงาม

 

 

จากนั้นเราเดินโฉบไปดู ‘Dept’ ที่ Outdoor Stage แปปหนึ่ง เราชอบเพลง “คล้าย” ของวงนี้ ไปถึงวงก็กำลังเล่นเพลงนี้อยู่พอดี ซาวด์ฟุ้งมาก เย็นฉ่ำและนวลเนียนเหลือหลาย ขัดแย้งกับสภาพอากาศตรงเวทีนี้ที่ค่อนข้างร้อน ยืนดูไปจั๊กแร้เปียกไป (ฮา) แอบเหลือบไปเห็นเครื่องที่ผู้จัดนำมาใช้ตรงเวทีนี้ด้วย ถือว่าลงทุนเลยทีเดียว ไม่แปลกที่คุณภาพเสียงที่ออกมาจะดีตามไปด้วย

 

 

 

กลับไปที่ Main Stage เหมือนเดิม เข้าไป ‘Armchair’ กำลังเล่นเพลง “รักแท้” อยู่เลย ส่วนเราเหรอ เดินไปหาเหล้าแท้ๆ กินก่อนแพร๊บ (ฮ่าๆ) ก่อนจะไปโยกต่อกับเพลง “วันที่ฉันป่วย” จนมาถึงเพลง “รึเปล่า” รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้มาฟังเวอร์ชั่นออริจินอลในครั้งนี้ เพราะพักหลังๆ ‘Armchair’ มักจะเล่นเพลงนี้เป็นเวอร์ชั่นสนุกๆ คงต้องขอบคุณใครสักคนที่อุส่าห์อินบ็อกซ์ไปหาพี่โย่งว่าอยากฟังเพลงนี้ในเวอร์ชั่นต้นฉบับ ครั้งนี้พี่โย่งแกเลยจัดให้สมใจ

 

 

 

ก่อนที่เราจะจั้มไปดู Supergooods ต่อที่ Dood Stage แล้ววันนี้ไม่รู้เป็นอะไร คือรู้สึกว่าตัวเองเดินเข้าไปในจังหวะที่ใช่ตลอดเลย มาถึงก็เจอ Supergoods กำลังโคฟเวอร์เพลง “สติ” ของ Rootman Creation โดยมีร้องนำของรูทแมนที่เป็นเจ้าของเพลงขึ้นมาร้องเองด้วย ซาวด์หวานมาก ลอยมาก (อารมณ์เดียวกับสีชา) แล้วบวกกับแสงไฟสีฟ้าอ่อนที่สาดออกมาจากด้านหลังนักดนตรี ซึ่งมีความย้อนแสง โอ้โหห โครตได้ฟีล บรรยากาศเหมือนอยู่ในพิธีกรรมของลัทธิอะไรสักอย่าง แล้ววินาทีนั้นพี่เจมสันในร่างกายกำลังได้ที่เลย มาเจอเพลงนี้เข้าไปอีก เมาหนักเลยทีนี้ ไม่ต้องพึ่งสมุนไพรใดๆ ก็แทบอยากจะแปลงกายเป็นไอรอนแมนบินทะลุหลังคาไปให้รู้แล้วรู้รอด (ฮ่าๆ) ก่อนที่ Supergoods จะกลับมาเล่นแบบครบวงอีกครั้ง เราไม่ค่อยรู้จักเพลงของวงนี้เท่าไหร่ แต่อยากลองเสพ เลยยืนดูไปอีกสักพัก พบว่าวงนี้เล่นกันโครตดี ซาวด์ยอดเยี่ยม มีคอรัสสองคน (หรือสามนะ) มาช่วยเพิ่มมิติให้อีกด้วย ใครเป็นสายอารมณ์ อยากให้มาลองดูวงนี้เล่นมากๆ เลยครับ โดยเฉพาะเล่นในสถานที่แคบๆ แบบนี้ จะเข้าถึงอารมณ์ได้เป็นพิเศษ เรารู้สึกว่าผู้จัดมองเกมขาด คือเลือกแต่ละวงมาลงได้เหมาะกับสถานที่มากๆ ชื่นชมจริงๆ ครับ

 

 

จากนั้นเรากลับเข้าไปดู ‘Polycat’ ต่อที่ Main Stage แค่ได้ดูเพลง “เพื่อนไม่จริง” กับ “พบกันใหม่” ก็ฟินแล้วครับสำหรับเรา ก่อนที่เรากับเพื่อนจะเดินออกไปดูความน่ารักของน้องเพลง ‘Plastic Plastic’ ที่กำลังโชว์อยู่ในเพลง “With Me” ที่เวที Outdoor Stage และก็ต่อด้วยเพลงสนุกๆ อย่าง “Merry Go Around” ก่อนจะปิดท้ายไปด้วย “อยากรู้” แม้ว่าเพลงจะน่ารักมุ้งมิ้งซึ่งขัดกับหน้าตาของพวกเรามากเท่าไหร่ แต่จังหวะนั้นอะไรก็เต้นได้หมด (ฮา)

 

 

และแล้วก็มาถึงไฮไลท์สำคัญอันเป็นหมุดหมายของการเผาหัวตั้งแต่เย็นของเรา จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากวงปิดของงานอย่าง ‘T-Bone’!!! ทีโบนเปิดด้วยเพลง “หินกลิ้ง” ปกติเป็นคนเต้นเร้กเก้ไม่เป็น แต่วันนั้นไม่รู้เป็นอะไร เต้นได้เฉย!!! แล้วอย่างโฟล (ฮา) ไม่ปล่อยให้ขาดช่วง “กอด” ถูกเสิร์ฟต่อทันที แล้วจังหวะโครตได้ ถือเป็นการวอร์มก่อนจะไปเจอกับกับ “โต๋ล่งตง” ในช่วงนี้บนเวทีถูกฉาบไปด้วยแสงไฟเขียวเหลืองแดง ส่วนด้านล่างเวทีเหรอ เซิ้งกันยับ!!! ขานี่แทบจะหลุดแล้วจ้า (ฮา) นี่แค่สามเพลงเองนะ ดูเหมือนน้อย แต่สามเพลงของทีโบนก็ปาเข้าไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วอะ ก่อนจะพักมาเป็นเพลงเบาๆ บ้างกับ “รอ” ก่อนเริ่มเพลงพี่แก๊บยังบอกด้วยว่า “จังหวะเดียวที่ผู้หญิงจะดูเซ็กซี่ที่สุดก็คือเร้กเก้”  

 

 

พักได้ไม่นาน “กลิ่น” ก็ถูกเสิร์ฟตามมาติดๆ ทุกคนในฮอลตอนนั้นคึกคักราวกับสูดดมสารเคมีบางอย่างที่มีคุณสมบัติคล้ายยาบ้า ถึงตรงนี้บอกได้คำเดียวว่าหอบชิบหาย (ฮา) แต่ถามว่าหยุดได้มั้ย บอกเลยว่าไม่ด้ายยยย!!!! (ฮา) เครื่องติดแล้วต้องไปให้สุด แดนซ์ต่อกับ “ดาวตก” และแน่นอนเมื่อทีโบนเล่นเพลงนี้ คงเป็นไปไม่ได้หากจะไม่มีขบวนรถไฟในหมู่คนดู แม้จุดที่มีการเล่นขบวนรถไฟกันจะอยู่ห่างจากจุดที่เรายืนอยู่พอสมควร แต่เราก็ดั้นด้นเข้าไปเล่นกับเขาจนได้ โครตสนุก!! (ฮ่าๆ) ก่อนทีโบนจะเล่นเพลง “แรงดึงดูด” เป็นการปิดโชว์ โดยรวมเซ็ทลิสต์ของทีโบนไม่ค่อยต่างจากงานแคทเท่าไหร่ มีเปลี่ยนแค่บางเพลงเท่านั้น แต่ความสนุกและความมันส์ยังคงเดิม

 

 

 

หลังจบงาน เรากับเพื่อนต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับ เหลือเราเพียงคนเดียวที่ยังป้วนเปี้ยนอยู่ในงาน เพราะรู้สึกยังติดลมอยู่ ขณะเดียวกันก็เหลือบไปเห็นเวที Dood Stage ยังมีวงเล่นอยู่ ตามตารางรู้สึกน่าจะเป็น ‘Tontrakul’ เราเลยลองเดินเข้าไปดู ภาพที่เห็นคือพี่คนนี้แกกำลังโซโล่พิณอยู่ในความมืดอย่างเมามันส์!!! โดยโอบอุ้มไปด้วยซาวด์ดนตรีทันสมัย มีความเป็นโซล R&B โพสต์ร็อก โหหห โครตได้ฟีล คือเราไม่เคยดูโชว์หรือฟังเพลงของพี่คนนี้มาก่อน แต่ถือเป็นการเปิดโลกของเราได้ดีทีเดียว

 

 

เรายืนดูไปหลายเพลง สัมผัสได้ถึงดีกรีความเจ๋งและความเดือดในเพลงของพี่เขาไม่น้อย แต่ที่เราชอบมากๆ คือช่วงท้ายของโชว์ ไม่แน่ใจว่าเพลงอะไร แต่จำความรู้สึกของตัวเองที่โยกหัวตามราวกับคนบ้าได้ โยกจนหัวแทบหลุด (ปวดคอจนถึงตอนนี้) ในตอนนั้นคนดูที่หลงเหลืออยู่ก็น้อยมาก แต่อบอุ่นสุดๆ แต่ละคนนี่ปล่อยตัวปล่อยใจแบบจัดเต็มไม่มีกั๊กเลย ตอนจบเห็น 'พี่เมื่อย สครับบ' เดินออกมาด้วย ถึงได้รู้ว่า อ๋อ เวทีนี้พี่เมื่อยน่าจะเป็นคนดูแล ถึงว่าทำไมถึงชื่อ Dood Stage  

 

โดยภาพรวมของงานเราว่าจัดออกมาได้ดีเลยทีเดียว ทั้งระบบเสียง เวที การแบ่งโซนที่เป็นระบบระเบียบ รวมไปถึงไลน์อัพศิลปินที่นำมาเล่น คือสัมผัสได้ถึงความใส่ใจของผู้จัดมากๆ และเหมือนพยายามควบคุมเวลาให้จบก่อนเที่ยงคืนเพื่อให้คนดูกลับทันรถไฟฟ้าด้วย (ส่วนคนที่ติดลมก็อยู่ดู ‘Tontrakul’ ต่อไม่เป็นไร ฮา) ใครที่ชอบเสพเพลงออกไปทางนอกกระแส ทั้งเก่าและใหม่ เราว่าน่าลองไปดูสักครั้งนะครับ บัตรราคาน่ารักด้วย รับรองคุ้มแน่ๆ เป็นกำลังใจให้ทีมงานจัดเทศกาลดนตรีดีๆ แบบนี้ออกมาอีกเรื่อยๆ นะครับ จะรอติดตาม

 

 

 

เขียน - ต้นไม้ไขลาน

ภาพ - ต้นไม้ไขลาน / FB Jam Fest

 

 
 
 Blastmag 2016. All right