+66 81 692 3961
leesic@gmail.com
  


คอนเสิร์ตสุดท้ายของ MATTNIMARE ความสุขที่อบอวลไปด้วยความรัก และจะฝังอยู่ในความทรงจำถาวรตลอดไป คอนเสิร์ตสุดท้ายของ MATTNIMARE ความสุขที่อบอวลไปด้วยความรัก และจะฝังอยู่ในความทรงจำถาวรตลอดไป คอนเสิร์ตสุดท้ายของ MATTNIMARE ความสุขที่อบอวลไปด้วยความรัก และจะฝังอยู่ในความทรงจำถาวรตลอดไป


 2020-02-23 15:25:55

    

 

ออกตัวก่อนว่าตลอดระยะเวลาเกือบสิบปีที่ Mattnimare ตระเวนแจกความสดใสอยู่ในซีนดนตรี เราไม่เคยดูพวกเขาเล่นสดเลยแม้แต่ครั้งเดียว จนถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกผิดกับตัวเองอยู่ว่า นี่มึงไปอยู่ไหนมาวะไอกร๊วก ทำไมถึงไม่เคยดูวงเจ๋งๆ แบบนี้เล่นสด แต่ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าเราจะไม่รู้จักพวกเขาเลย เราตามฟังเพลง และดูไลฟ์โชว์ของพวกเขามานานพอดู แกะเพลงของ Mattnimare มาเล่นเท่ๆ ก็บ่อยครั้ง จนถึงวันที่พวกเขาประกาศยุบวงนั่นแหละ เราถึงตระหนักได้ว่า ถ้ามึงไม่ไปดูพวกเขาตอนนี้ มึงจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิตตตต... เราเลยสัญญากับตัวเองว่าวันที่ 22 กุมภาพันธ์ คอนเสิร์ตสุดท้ายของวงดนตรีชื่อ Mattnimare คราวนี้เราจะต้องไม่พลาดเป็นอันขาด (หลังจากพลาดมาหลายโชว์ในปีที่แล้ว) และนี่ถือเป็นการเปิดซิงครั้งแรกและครั้งเดียวของเรากับการได้ดู Mattnimare แสดงสดแบบจะๆ ยิ่งไปกว่านั้น นี่คือคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายของพวกเขาด้วยเช่นกัน 

 

 

เราไปถึงก่อนโชว์เริ่มประมาณสองชั่วโมง ภายในงานคลาคล่ำไปด้วยแฟนเพลงจำนวนมาก มีหลายคนที่มาต่อคิวซื้อเสื้อวงตั้งแต่ช่วงสี่ห้าโมง และก็ตามคาด เสื้อลายสมาชิกทั้งสี่คนที่ผลิตมาเพียง 222 ตัว หมดไวมาก กลายเป็นแรร์ไอเทมไปเรียบร้อย นอกจากนี้ อย่างที่รู้กันว่าช่วงนี้มีข่าวไวรัสนู่นนี่นั่นเต็มไปหมด ทางงานเขาเลยมีเจ้าหน้าที่และคุณพยาบาลสาวสวยมาคอยสแกนอุณหภูมิก่อนจะผ่านประตูเข้าฮอลด้วย ใครมีไข้สูงก็เตรียมถูกส่งกลับบ้านได้เลย (ล้อเล่นๆ ฮา)

 

เวลาสองทุ่มนิดๆ Mattnimare เปิดโชว์ด้วย Documentary ขนาดย่อมที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของวง ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ไปจนถึงที่มาที่ไปของแต่ละเพลง รวมถึงยังพูดถึงสาเหตุของการยุบวงด้วยว่า จริงๆ แล้วมันไม่ได้มาจากการที่พวกเขาทะเลาะกัน แต่เป็นเพราะว่าไม่ยอมทะเลาะกันนี่แหละ มันเลยทำให้จากเรื่องเล็กๆ ก่อตัวกลายเป็นปมก้อนใหญ่ที่ฝังอยู่ในใจของทุกคน จนเป็นสาเหตุให้ Mattnimare วงแตกในที่สุด (จนถึงตอนนี้พวกเขาก็ยังไม่ได้จับเข่าคุยกันถึงปัญหาที่แท้จริงสักที) นอกจากนี้ในระหว่างที่สมาชิกแต่ละคนกำลังแนะนำที่มาของแต่ละเพลง เรายังได้เห็นภาพฟุตเทจหากยากที่พี่ออยเพื่อนรุ่นพี่ของพี่ว่านแกได้ถ่ายเก็บไว้ตั้งแต่สมัยพวกเขาเพิ่งเริ่มก่อตั้งวงใหม่ๆ อีกด้วย

 

 

ไม่นานเกินรอ “รอยต่อ” ก็ถูกสาดออกมาสร้างความคึกคักเป็นเพลงแรก จบเพลงดนตรียังคงดำเนินต่อ เบส กีตาร์ กลองใส่กันนัวเนีย เดือดมาก ซาวด์กีตาร์ก็อย่างเท่ ใครเป็น FC วง Foals บอกเลยว่าถูกใจสิ่งนี้แน่นอน ก่อนจะตัดเข้าเพลงหมองๆ อย่าง “กลัวเกินก้าว” จังหวะหน่วงๆ กับซาวด์ฟุ้งๆ ในเพลงนี้ชวนดิ่งไปกับความร้าวระทมของความรักเมื่อวันวานได้ดีเหลือเกิน ต่อด้วย “Good Night” ที่แค่อินโทรขึ้นมาก็ซื้อแล้ว เมโลดี้ร้องก็หวานเจี๊ยบ เพิ่งเคยฟังเพลงนี้เหมือนกัน ให้กลิ่นอายประมาณ Radiohead กับ Pearl Jam เขย่ารวมกัน ก่อนจะจัดต่อกับเพลงใหม่อย่าง “นกน้อย” ยกให้เป็นเพลงที่มีความหมายดีอีกเพลงเลย

 

จบเพลงพี่ว่านได้พูดว่าถึงแม้พวกเขาในวงจะคุยกันน้อย แต่ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่อยู่ข้างในจิตใจพวกเขา และทำให้พวกเขาอยู่มาได้ ก็คือความสุขนั่นเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างก็แสวงหาด้วยกันทั้งนั้น และแล้ว Lick กีตาร์แสนหวานของซุงในเพลง “ความสุข” ก็บรรเลงขึ้น ก่อนพี่ว่านจะชวนทุกคนยกมือถือขึ้นมาเปิดแฟลชจนทั้งฮอลฟุ้งกระจายไปด้วยแสงสว่าง ในขณะเดียวกันบนเวทีนายซุงก็กำลังโหมโรงกีตาร์ท่อนไคลแม็กซ์ได้อย่างถึงใจ (แต่แอบเสียดายที่ซาวด์ในช่วงนี้ค่อนข้างดังไปนิดนึง) จังหวะนั้นเป็นใครก็ต้องขนลุกล่ะวะ!! และยิ่งได้รู้ว่านี่คือครั้งสุดท้ายที่จะได้ดูเพลงนี้ คนที่กำลังวิ่งไล่ความสุขอย่างไม่หยุดหย่อนแบบเราก็ถึงกับแอบน้ำตาซึมเบาๆ ต่อด้วย “คืนนี้” เพลงหน้าบีที่วงแทบไม่หยิบออกมาเล่น แต่เล่นไปได้นิดเดียวกลับหลุดคิวนิดหน่อย ต้องวกกลับมาเริ่มใหม่ จากจะดึงเข้าอารมณ์เศร้า เลยกลายเป็นเรียกเสียงฮาและรอยยิ้มไปแทน

 

 

ปกติเราจะไม่ค่อยได้เห็นซุงพูดบนเวทีเท่าไหร่ แต่วันนี้คือวันสุดท้ายแล้วที่เขาจะได้พูดในฐานะมือกีตาร์ของวง ซุงเล่าถึง ‘การเปิดจุดอ่อน’ ได้อย่างน่าสนใจ (แม้จะดูประหม่าในขณะพูดก็ตาม) เราเห็นด้วยกับเรื่องที่ว่าเพลงคือพื้นที่เปิดจุดอ่อนของนักทำเพลงอย่างนึง เราเปิดพื้นที่ให้คนอื่นเข้ามารับรู้เรื่องราวส่วนตัว เผยมุมอ่อนแอให้คนอื่นได้เห็นผ่านงานศิลปะอันสวยงาม แน่นอนย่อมต้องมีใครสักคนที่มีจุดอ่อนเดียวกัน หรือมีบาดแผลเดียวกัน และรู้สึกรีเลทไปกับเพลงนั้นๆ ซึ่งเรารู้สึกว่าเพลงต่อไปที่กำลังจะเล่นเป็นเพลงที่ทำให้เราได้เห็นพวกเขาลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไม่ใช่ในฐานะนักดนตรีหน้าตาดี ไม่ใช่ในฐานะศิลปินที่มีชื่อเสียง แต่เป็นในฐานะมนุษย์หน่วยหนึ่งที่มีน้ำตา มีความเจ็บปวด และมีอดีตอันขมขื่นไม่ต่างจากเราทุกคน ซุงบอกต่อด้วยว่า เพลงต่อไปที่กำลังจะเล่นเป็นเพลงที่เขารักมากที่สุด และเพลงนั้นก็คือ “น้ำตาเทียน” ในระหว่างโชว์เราเห็นบางคนในหมู่คนดูถือเทียนขึ้นมาประกอบเป็นพร็อพให้เข้ากับเพลงนี้ด้วย ดนตรีในเพลงก็ชวนจมดิ่งมากๆ แม้จะมีแค่เสียงร้องกับเปียร์โน และซาวด์แอมเบียนเล็กน้อย แต่กลับฉุดเราให้เข้าไปในห้วงแห่งความเศร้าหมองได้อย่างหมดจด และที่ชอบกว่านั้นคือเนื้อเพลงมีการเล่าเรื่องออกเป็นสามพาร์ทได้อย่างยอดเยี่ยม มันมีทั้งความหวังและความสิ้นหวังอยู่ในเพลงเดียวกัน ไม่แปลกที่หลายคนจะยกให้เพลงนี้เป็นหนึ่งในเพลงโปรด และอยากมาฟังสดๆ สักครั้ง

 

 

 

หลังจากนั้นดูเหมือนจะมีการพักเบรกเล็กน้อย เราออกมาเข้าห้องน้ำ และสูบบุหรี่นิดหน่อย จนบังเอิญได้เจอกับน้องโซ่ย ที่อ้างว่าเป็นน้องชายพี่ซุง (น้องต่างพ่อ) เรายืนคุยด้วยกันอยู่พักใหญ่เลย ถึงเรื่องเพลงของ Mattnimare น้องเล่าว่าเขากับพี่ซุงมักจะนั่งปรึกษาเรื่องเพลงกันที่บ้านอยู่เป็นประจำ และเพลงอย่าง "น้ำตาเทียน" และ "คืนวันที่ 22 ของทุกเดือน" เขาก็มีส่วนช่วยแต่งเนื้อร้องบางส่วนด้วย ไม่แปลกที่เนื้อหาเพลงจะค่อนข้างดิ่ง เพราะในช่วงที่แต่งเพลงนี้น้องป่วยเป็นโรคซึมเศร้าด้วย เราคุยไล่เลยกันไปจนถึงเรื่องความสัมพันธ์ของคนในวง และปัญหาติดค้างที่เป็นปมนำไปสู่การยุบวง เราคุยกันออกรสทีเดียว เพลินจนผมพลาดโชว์ของ ชนุดม และเกือบจะพลาดดูเพลงโปรดอย่าง "ความรัก" อีกด้วย ดีที่ยังทันเข้าไปตอนท้ายเพลงพอดี โอเคฟิน ก่อนจะต่อด้วย "กลัวเกินก้าว" (รอบสอง) ที่คนก็ยังตะโกนร้องตามเสียงดังเหมือนเดิม จากนั้นแสงไฟบนเวทีดับลง จอแอลอีดีฉายภาพเวลา 22 : 20 : 00 ที่ค่อยๆ เคลื่อนไปข้างหน้าจนไปสิ้นสุดที่เวลา 22 นาฬิกา 22 นาที ทั้งสี่คนออกมาประจำการบนเวทีอีกครั้ง และเริ่มเล่นเพลง "คืนวันที่ 22 ของทุกเดือน" เป็นเพลงที่ไลท์ติ้งบนเวทียิงเลเซอร์ได้วิบวับมาก เขียวตัดสลับขาว สวยดี จังหวะแสงก็ดูเหมาะกับบีทเพลงมาก จบเพลง "ตัวประหลาด" ถูกเล่นต่อทันที อย่างที่รู้ว่าท่อนฮุกเพลงนี้คือปังมาก แค่ขึ้นมาก็หล่อแล้วอะ ยิ่งในช่วงท้ายๆ นี่โครตได้อารมณ์ จี้จุดคนอกหักเฮียๆ TT กลิ่นโพสต์ร็อกนี่คลุ้งกระจายไปทั่ว Voice Space เลย เป็นตัวประหลาดที่เท่สุดๆ

 

 

เข้าสู่ช่วงสุดท้ายของคอนเสิร์ต ทั้งสี่คนกระโดดลงจากเวทีมานั่งร้องเพลงอยู่ท่ามกลางคนดูด้านล่าง พร้อมบรรเลงสองเพลงดังในแบบอคูสติก "ความสุข" ถูกบรรเลงขึ้นอย่างเรียบง่ายด้วยกีตาร์โปร่งหนึ่งตัว นักร้องประสานเสียงนับพันคนที่รายล้อมสมาชิกทั้งสี่ต่างก็พร้อมใจกันกู่ร้องเนื้อเพลงแห่งความหมายนี้อย่างสุดพลัง ในขณะเดียวกันแสงวอร์มไลท์จากบนเวทีก็สาดส่องลงมากลางฮอลได้อย่างถูกที่ถูกเวลา ถ้าจะบอกว่า "ความสุข" ในเวอร์ชั่นนี้เป็นหนึ่งในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดก็คงไม่ดูเกินจริงไปนัก ก่อนจะปิดฉากโชว์สุดท้ายของพวกเขาไว้ด้วย "ความรัก" เสียงของทุกคนที่ตะโกนร้องเพลงนี้อย่างพร้อมเพรียงกันเป็นอะไรที่ทรงพลังมาก ยิ่งเล่นกับกีตาร์โปร่งตัวเดียวยิ่งเศร้าไปใหญ่ ยอมรับว่าแอบจุกอกและเสียอาการเหมือนกัน ทั้งนี้เราชอบที่พวกเขาเลือกจะให้ทุกคนจดจำภาพสุดท้ายของ Mattnimare ไว้ด้วยฉากนี้และเพลงนี้ เราว่ามันคือเครื่องยืนยันถึงความรักที่ทุกคนมอบให้กับวงดนตรีวงนี้ และถึงแม้ต่อจากนี้จะไม่มีวงร็อกที่ชื่อ Mattnimare อีกแล้วก็ตาม แต่ก็คงเหมือนดังเนื้อเพลงของพวกเขาแหละ ที่บอกไว้ว่า  

 

"...และแม้ความจริงจะปวดร้าวเท่าไหร่ แต่สุดท้ายเพียงความรักที่ยังอยู่.. ในทุกเรื่องราว"

 

 

เราไม่รู้ว่าภายภาคหน้า Mattnimare จะหวนกลับมา Reunion กันอีกไหม หรือสมาชิกแต่ละคนจะออกผลงานเพลงมาให้เราได้ติดตามกันอีกหรือเปล่า แต่สิ่งที่เรารู้แน่ๆ ก็คือ การได้มาดูพวกเขาเล่นสดในคราวนี้ มันเป็น First Impression ที่เราจะจดจำไม่รู้ลืม และแน่นอน ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในคอนเสิร์ตสุดท้ายของ Mattnimare ครั้งนี้ จะถูกเก็บไว้เป็นความทรงจำถาวรของเราตลอดไป  

 

 

เขียน - ต้นไม้ไขลาน

ภาพ - Holy Fox / Blast Staff

 

 
 
 Blastmag 2016. All right