+66 81 692 3961
leesic@gmail.com
  


อีโมคืออะไร อีโมคืออะไร อีโมคืออะไร


 2020-02-01 17:45:50

    

                จากสิ่งพิมพ์และข้อมูลที่ผมมีอยู่ในมืออีกทั้งความจำในสมอง อีโม คือ ดนตรีร็อคประเภทหนึ่งซึ่งกลายเป็นรูปแบบของการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย พฤติกรรม การเข้าสังคมหรือแม้แต่การสันทนาการต่างๆ Everybody Hurts : An Essential Guide To Emo Culture คัมภีร์อีโมที่เขียนโดย Leslie Simon และ Trevor Kelly สองนักข่าวหนุ่มสาวแห่ง Alternative Press Magazine ผู้คลุกลีกับวงการเพลงในสหรัฐอเมริกามากว่าทศวรรษ กล่าวว่า “อีโม คือ ดนตรีร็อคลูกผสมชนิดใหม่ที่เป็นตัวกำหนดและเบ้าหลอมวัฒนธรรมย่อยของวัยรุ่นอเมริกันและจะมีอิทธิพลต่อวัยรุ่นในทศวรรษต่อไป ไม่แพ้วันฒนธรรมพั้งค์จากอังกฤษของ Sex Pistols และแฟชั่นของ Vivian Westwood ที่ฝากไว้ให้กับพวกเรา”

                จากสภาพการณ์ปัจจุบัน ท่านผู้อ่านคงได้เห็นแล้วว่าอีโมทั้งในบริบทของภาพลักษณ์และดนตรีที่เคยมีให้เห็นในเคเบิ้ลทีวีหรือออนไลน์ทีวีทั้งหลายมาถึงประเทศไทยได้พักใหญ่แล้ว แต่หลักใหญ่ใจความของอีโมแบบที่เกิดขึ้นในประเทศต้นกำเนิดอย่างอเมริกานั้นช่างต่างจากบ้านเรานัก

                เพราะอีโมในยุคนั้นแบกความหวังของคนกลุ่มเล็กที่เติบโตมากับดนตรีพั้งค์ร็อคและฮาร์ดคอร์ในช่วงกลางทศวรรษที่แปดสิบ และอีโมยังไม่ใช่ดนตรีที่พร้อมสำหรับการถูกขนานนามว่าดนตรีทางเลือกอย่างที่เรารับทราบอยู่ในปัจจุบัน สาเหตุหนึ่งมาจากความยังไม่ชัดเจนนักในความเป็นอีโม หรือที่นักวิจารณ์ยุคนั้นจำกัดความผลงานบางชุดอย่าง Embrace และ Rites Of Spring กับงานที่ใช้ชื่อเดียวกับชื่อวงทั้งสองชุดว่าเป็น ‘Emotional Hardcore’ หรือฮาร์ดคอร์ที่สื่อสารด้วยอารมณ์อันมีความโฉ่งฉ่างและกราดเกรี้ยวของภาคดนตรีและน้ำเสียงที่ติดอารมณ์เศร้าหมอง หดหู่และออกไปทางเจ้าอารมณ์ในภาคการร้อง ทั้งยังมีเนื้อหาที่มองโลกแคบ เก็บตัว โดดเดี่ยวและเป็นไปในทางติดลบ

                อีโมเป็นเช่นนั้นจนกระทั่งการถือกำเนิดขึ้นของกรั๊นช์และดนตรีร็อคสำเนียง Seattle โดยการนำของ Nirvana จริงอยู่ที่ Kurt Cobain คืออรหันต์กรั๊นช์ผู้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับดนตรีร็อคและไม่ค่อยใส่ใจกับภาพลักษณ์และการแต่งกายเท่าใดนัก (แม้ว่าวัยรุ่นยุคนั้นจะนิยมสวมใส่กางเกงยีนส์ขากระบอกเล็ก เสื้อเชิ้ตตัวโคร่งพับแขนและรองเท้าผ้าใบหุ้มข้อตามอย่าง Kurt Cobain) แต่ความอลหม่านและพลุ่งพล่านทะลักจุดแตกของ Kurt บนเวทีนั้นสร้างแรงบันดาลใจให้กับวงร็อคและวงอีโมจำนวนมากในยุคนี้อย่างเห็นได้ถนัดตา

                และการเกิดขึ้นมาของกรั๊นช์นี่เองที่ทำให้ฮาร์ดคอร์แบบยุคแปดศูนย์และฮาร์ดคอร์พั้งค์เริ่มหาหลักใหม่ของตัวเอง ฮาร์ดคอร์แบบยุคแปดศูนย์อย่าง Black Flag และ Bad Brains เดินเข้าสู่ทางตันจนทำให้วงที่มีชื่อเสียงน้อยกว่าหลายวงเข้าสู่ระบบ DIY อีกครั้ง ขณะเดียวกันวงชื่อดังหลายๆวงต้องจบการเดินทางไว้แต่เพียงเท่านั้น ส่วนฮาร์ดคอร์พั้งค์ก็แบ่งแยกออกเป็นสองสาย สายแรกเข้าหาดนตรีเมทัลตั้งแต่สำเนียงสปีดเมทัลแบบ Cro-Mags หรือจะเป็นแทรชเมทัลอย่าง Earth Crisis และ Strife ส่วนอีกสายก็เลือกที่จะสร้างบารมีด้วยฐานสนับสนุนแบบเดิมๆที่แข็งแกร่งและยังยืนยงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้อย่าง Bold หรือ Judge

                ครับ...จะเห็นว่าเพราะการล่มสลายของฮาร์ดคอร์ยุคแปดศูนย์นี่เองที่ทำให้อีโมหายไปจากหลักไมล์ของดนตรีร็อคอีกครั้งราวปี 1989-1993 แต่ไม่นานนักมันก็กลับมา และกลับมาอย่างยิ่งใหญ่กว่ายุคแรกด้วยซ้ำ และไอ้ความนิยมแบบไฟลามทุ่งที่ยิ่งโหม ยิ่งแรงและไม่มีทีท่าที่จะหยุดของอีโมในยุคต่อมานี่เองที่ทำให้เราต้องกลับมาตามหารอยทางดั้งเดิมของอีโมกันอีกครั้ง

 

 

กำเนิดอีโม

               

                เพื่อให้ง่ายแก่การทำความเข้าใจ ผมขอแบ่งยุคสัมยของอีโมออกเป็นห้ายุคดังนี้

 

ยุคที่หนึ่ง : ปฐมยุค (1984-1989)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Ian MacKaye

ว่ากันว่า Washington DC คือสถานอนุบาลแห่งแรกของอีโม ภายใต้การชักธงรบของมหาบุรุษเสตร็ทเอจด์นาม Ian MacKaye และเกลอนาม Guy Picciotto สำหรับท่านที่ไม่ทราบว่า Ian MacKaye คือใคร เขาผู้นี้คือผู้ให้กำเนิดวงอย่าง Minor Threat ขึ้นมาในต้นทศวรรษที่แปดสิบ ซึ่งแม้ Minor Threat จะมีอายุสั้นมาก (เมื่อเทียบกับวงบิ้กโฟร์ร่วมรุ่นอย่าง Black Flag, Bad Brains และ Bad Religion) แต่นับเป็นข้อดีสำหรับวงการอีโม เพราะถ้า Minor Threat มีอายุยืนยาวกว่านั้น วงดนตรีหลังจากที่ MacKaye ชื่อ Embrace คงเกิดขึ้นช้ากว่านี้หรืออาจไม่มีก้อเป็นได้ และถ้าไม่มีการทดลองในนาม Embrace (1986/คนละวงกับวงอังกฤษที่มีเพลงติดหูทะลุชาร์ตอย่าง Top Of The World) แล้ว คงยากจะคิดเหมือนกันว่าฮาร์ดคอร์สำเนียงหม่นเศร้าและพูดคนละเรื่องกับ Minor Threat จะเกิดขึ้นมาตอนไหน Guy Picciotto แกนหลักของ Rites Of Spring (1986) เคยหล่นคำสัมภาษณ์ว่า กลางปี 1985 คือช่วงที่อีโมถือกำเนิดขึ้นอย่างจริงจัง ภายใต้การออกทัวร์ร่วมกันของ Rites Of Spring และ Husker Du (ที่อัลบั้มทีเด็ดอย่าง Zen Arcade ได้รับการขนานนามว่าเป็นฮาร์ดคอร์ติสต์แดกชุดแรกของโลก) ก่อนที่หนึ่งปีหลังจากนั้น Ian MacKaye และ Guy Picciotto จะมาร่วมงานกันในนาม Fugazi (1987) ซึ่งแน่นอนว่า Fugazi คือผลลัพธ์ของการจากไปของวงอีโมรุ่นแรกอย่าง Rites Of Spring และ Embrace

                ปี 1986 หลังจากที่ซีนใน Washington DC ทำให้เห็นว่าอีโมที่เกิดมาจากฮาร์ดคอร์ยุคแปดศูนย์หน้าตาเป็นอย่างไร ซีนใน New York และเมืองที่มีอาณาเขตติดกันอย่าง New Jersey ก็ขานรับการเกิดขึ้นของปฐมยุคแห่งอีโมด้วยการพัฒนาฮาร์ดคอร์พั้งค์เข้ากับร็อคสำเนียงอังกฤษแบบ The Cure, Joy Division และ The Smiths วงดนตรีที่ได้ขึ้นมาแถวหน้าของอีโมยุคนั้นได้แก่ Ignition (1987), Grey Matter (1987) และ Quiksand (1989/อันมีแกนหลักเป็น Walter Scerifels มือกีตาร์ของโคตรวงนิวยอร์ค สเตร็ทเอจด์ฮาร์ดคอร์อย่าง Gorilla Biscuits) ในทัศนะของผมซีนใน New Jersey มีบทบาทอย่างมากต่อการขึ้นมาสู่เมนสตรีมในอีกสิบห้าปีต่อมาของวงอย่าง Thursday, My Chemical Romance และ Sense Fails

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ My Chemical Romance 

                อีกซีนหนึ่งที่ให้กำเนิดอีโมขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันคือ ซีนของ California ทั้งใน San Diego และ Bay Area แม้ในช่วงปฐมยุคนี้ซาวด์ของวงในซีน California จะยังไม่ได้รับการยอมรับว่ามีเชื้ออีโมข้นเท่าวงจากชายฝั่งตะวันออก ซ้ำจะออกไปทางพั้งค์เมทัลเสียด้วย เพราะในห้วงเวลานั้นแอลเอเมทัลคือสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของตลาดเพลงอเมริกันชนิดที่มีฐานแฟนเพลงจำนวนมากกว่าเด็กฮาร์ดคอร์ในยุคแปดศูนย์เสียด้วยซ้ำ (ซึ่งผมพยายามหาข้อมูลดูแล้วว่าวงไหนบ้างที่เป็นวงอีโมที่โตในแถบชายฝั่งตะวันตกในยุคแรกที่เด่นเด้งขึ้นมาปรากฏว่าไม่มีสักวงที่ทำอัลบั้มต่อเนื่องกันออกมา) แต่ไม่กี่ปีหลังจากนั้นพัฒนาการของวงต่างๆจาก California กลายเป็นการก้าวกระโดด และดนตรีสายพันธุ์ผสมลูกพี่ลูกน้องกับอีโมอย่าง สครีโม (Screamo) ก็ถือกำเนิดขึ้นจากซีนแห่งนี้นี่เอง ซึ่งก้อพอจะอนุมานได้ว่าซีนที่นี่เน้นการบริโภคอะไรที่หนักหน่วงอย่างเมทัลเป็นอุปสงค์หลักนั่นเอง

 

ยุคที่สอง : ยุคก่อร่างสร้างซีน (1990-1994)

                จะเพราะความเล็กของซีนใน Washington DC หรือความนิยมที่เริ่มถดถอยลงของ Dischord Records ค่ายของ Ian MacKaye ก้อแล้วแต่ ว่ากันว่าอีโมในซีนแห่งนี้หยุดการเจริญเติบโตในช่วงที่กรั๊นช์เข้ามาเทคโอเวอร์เมนสตรีมร็อค แต่กระนั้นเอง มรดกที่วงอย่าง Fugazi และ Embrace ทิ้งไว้กลับไปออกดอกออกผลเป็นกอบเป็นกำในซีน New York และ New Jersey อย่างจริงจัง

                Jawbreaker (1989) แห่ง New York และ Lifetime (1990) แห่ง New Jersey คือสองวงเด่นที่สร้างซีนอีโมในฝั่งตะวันออกให้เป็นปึกแผ่น หลายคนมองว่าพวกเขาเป็นวงเมโลดิค ฮาร์ดคอร์แต่การผสมผสานความก้าวร้าวในไลน์ร้องและเมโลดี้ที่พิถีพิถันกว่าวงเมโลดิคฮาร์ดคอร์วงอื่นๆในยุคนั้น ผสมกับเนื้อหาที่เป็นเรื่องของความโดดเดี่ยว ความเหงา ความรักที่ล้มเหลว (ย้ำว่าความรักนะครับ) อย่างเช่น ถ้าเนื้อเพลงพูดถึงความเหงา อารมณ์ต่างๆที่แสดงออกในเพลงก้อจะเป็นอารมณ์เศร้าผสานเสียงแหบตะเบ็งตั้งแต่ระดับฉุนเฉียวไปจนถึงต่อมน้ำตาแตก และจากความสำเร็จอย่างยิ่งยวดของสองวงนี้นี่เองที่ทำให้ Saves The Day (1994) และ Texas Is The Reason (1994) ดันสูงขึ้นมาร่วมสร้างซีนให้เป็นปึกแผ่นขึ้น โดยมีวงจาก Wisconsin นาม The Promise Ring (1994) วงจาก Arizona นาม Jimmy Eat World (1993) วงจาก Texas นาม Mineral (1994) วงจาก Montreal นาม The Get Up Kids (1994) และวงจาก Illinois อย่าง Braid (1993) เข้ามาสร้างคอนเนคชั่นและขยายให้ซีนฝั่งตะวันออกมีอาณานิคมที่กว้างออกไป

และในยุคนี้นี่เองที่ทำให้เราได้รู้ว่าเอกลักษณ์ของอีโมเป็นยังไง

 

ยุคที่สาม : ยุคทองของอีโม (1995-2000)

ผลพวงของความนิยมในอีโมสายหลักที่เติบโตมาจากส่วนผสมต่างๆกับฮาร์ดคอร์หรือพั้งค์ ที่ผมขยายความว่าฮาร์ดคอร์หรือพั้งค์นั้น เพราะอีโมที่ได้รับความนิยมในยุคนี้ไม่ใช่อีโมที่มีรากเหง้ามาจาก Fugazi หรือ Embrace เท่านั้น การผสมผสานอีโมเข้ากับดนตรีพั้งค์กลับได้รับความนิยมมากกว่าอีโมสายผสมฮาร์ดคอร์ อาจเพราะความติดหูของป็อปพั้งค์เมื่อมาผสมกับความเกรี้ยวกราดแบบอีโมมีผลลัพธ์ที่กลมกลืนและเสริมส่งกันมากกว่าก็มีส่วน แต่ถ้ามองลงไปในมุมของความสำเร็จของซีนในรัฐต่างๆ ผมมองว่าสาเหตุที่อีโมมีบทบาทขึ้นมาในยุคนี้เพราะการแสดงสดที่แรงและอลหม่านแบบได้ใจคนดูมากกว่าอีโมผสมฮาร์ดคอร์

                พั้งค์สายผสมอีโมอย่าง Jimmy Eat World, The Promise Ring และ The Get Up Kids และผลงานของวงต่างๆเกือบครึ่งจากค่าย Jade Tree Records สามารถจำกัดความหมายของอีโม พั้งค์ได้อย่างดี ทั้งนี้ใช่ว่าทั้งหมดทั้งปวงของอีโมพั้งค์จะเป็นพวกสามนาทีสี่คอร์ดแบบป็อปพั้งค์เพียงอย่างเดียว บางวงก้อผันตัวเองไปเล่นร็อคสำเนียงอีโมมากกว่าจะหยุดแค่การตีคอร์ดเพียงอย่างเดียว สำเนียงร็อคที่พัฒนาไปจนลงตัวกับอีโมนั้นกลายเป็นอีโมอีกสายอย่าง อินดี้อีโม

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Jimmy Eat World

                ส่วนอีโมผสมฮาร์ดคอร์ หรือ อีโมชั่นนอล ฮาร์ดคอร์ หรือ อีโม-คอร์ (อันนี้เป็นศัพท์ในยุคหลังครับ จริงๆแล้วผมไม่สนุบสนุนให้ใช้คำนี้เท่าใดนัก เพราะจะกลายเป็นว่าเมื่อไหร่ที่มีดนตรีลูกผสมใหม่ๆออกมาก้อต้องนำคำว่า –คอร์ มาพ่วงท้ายไปเสียหมด สุดท้ายมันก้อจะกลายเป็นแค่เครื่องหมายการค้าหรือศัพท์ทางการตลาดไป) ในยุคนี้ที่มีบทบาทควรค่าแก่การกล่าวถึงได้แก่ Snapcase (1991) และ Boy Sets Fire (1995) สองวงร่ำรวยชื่อเสียงจากค่ายตราหมา Victory Records (แถมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยสักนิดสำหรับคนที่เคยสงสัยว่าหมาบูลด็อกบนตราค่ายมาจากที่ใด คำตอบก็คือรูปหมาหน้าย่นที่ใช้ในตราค่ายนั้นเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของ James Braddock สุดยอดนักชกชาว New Jersey ผู้มีฉายาว่านางซิลแห่งวงการมวย ดังที่มีการนำเอาอัตชีวประวัติของเขามาสร้างเป็นภาพยนตร์และเข้าชิงออสการ์มาแล้ว) ซึ่งพอเข้าสู่ยุคที่สามนี้ หากเอ่ยถึงอีโมที่เป็นฮาร์ดคอร์ก็ต้องนึกถึงสองวงนี้มาในอันดับต้นๆ นอกจากนี้ผลงานของค่าย Deep Elm Records ซึ่งร้อยละแปดสิบของวงในค่ายนี้ (ที่ออกอัลบั้มในยุคนั้น) จะมีเอกลักษณ์เหมือนกันคือการแว้ด แผดเสียงใส่อารมณ์และจริงจังมากบนเวที

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ The Get Up Kids

                นิตยสาร Rolling Stones ถึงกับเคยให้ฉายาวงอย่าง Texas Is A Reason ว่าเป็นฮาร์ดคอร์ของนักแสดงละคอนวิลเลี่ยม เชคสเปียร์ คือการแสดงบนเวทีของพวกเขามันอุดมไปด้วยอารมณ์ที่พลุ่นพล่านและการเข้าถึงอารมณ์ของเพลงในแต่ละเพลงที่ถึงและสดมาก

                การขยายตัวและแตกสายพันธุ์ของอีโมในช่วงสุดท้ายของศตวรรษที่ยี่สิบนี่เองที่ทำให้อีโมขึ้นไปอยู่บนกระแสเมนสตรีมร็อค ชนิดมาเงียบๆอยู่หลัวแนวเส้นของวงนู เมทัลจำนวนมาก

                อัลบั้มอย่าง Pinkerton โดย Weezer และ Static Prevails โดย Jimmy Eat World ในปี 1996 และ Around The Fur โดย Deftones และ Relationship Of Command โดย At The Drive-In ในปี 1998 แสดงให้เห็นว่าเมนสตรีมค้นพบดนตรีลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ที่สามารถเข้าถึงวัยรุ่นในยุคมิลเลนเนียมแล้ว

                อ้อ...และในช่วงนี้เองที่การทดลองผสมผสานซาวด์แบบต่างๆในอีโมแต่ละประเภทมาถึงขีดสุด วงฮาร์ดคอร์ที่ผสมผสานเอาอีโมเข้าไปในบทเพลงบางส่วนเริ่มสนุกกับการทดลองเสียงหอนๆของกีตาร์และการกระหน่ำสลับสับเปลี่ยนเอฟเฟกต์ไปมาอย่างมันส์เมาแบบดนตรีชูส์เกสเซอร์ (Shoe Gazer) ของอังกฤษ บางวงก้อเริ่มเข้าสู่สายเมทัลพยายามนำเอาริฟต์ดิบๆและไลน์กลองหนักๆเข้ามาผสมเรียกว่าหนักไว้ก่อน บางส่วนก้อไปเน้นเทคนิคการบันทึกเสียงผสมผสานไปกับความหนัก ในขณะที่เสียงร้องก็ตะเบ็งกันเส้นคอโป่งและหน้าแดง ครับ...สครีโมเกิดขึ้นอย่างเป็นตัวเป็นต้นก็ยุคที่สามของอีโมนี่เอง

 

ยุคที่สี่ : ยุคสะดวกซื้อ (2001-2006)

                หลังจากเริ่มนับสหัสวรรษใหม่ อีโมก้อเข้ามายืนแทยที่ในตำแหน่งเดิมของนู เมทัล (แม้ว่าวงที่เหลือรอดมาอย่าง Linkin Park จะยังเชื่อว่าพวกเขามีที่ยืนในตำแหน่งไม่ไกลจากเดิมนักเพราะฐานแฟนเพลงของพวกเขามันเข้าหลักสิบล้านไปแล้ว) จะมองว่าดีก็ได้ครับ เพราะอีโมเดินทางมาถึงเมืองไทยก้อในช่วงนี้ แต่ในสหรัฐอเมริกาซีนอีโมของแท้ดั้งเดิมจากยุคก่อร่างสร้างซีนแทบจะสูญพันธุ์ แฟนเพลงอีโมที่เคยแต่แต่งตัวยังไงก้อได้ขอแค่ไปสัมผัสบรรยากศของวงโปรดในคลับกลายเป็นวัยรุ่นแต่งตัวจัดขึ้นมาในบัดดล ร้านขายสินค้าเกี่ยวกับดนตรีอย่าง Hot Topic สามารถเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้ในเวลาแค่ 2 ปีและขยายสาขาได้ร่วมร้อยทั่วสหรัฐอเมริกา เรียกว่าอีโมกลายเป็นอุปสงค์ของเมนสตรีมร็อคไปเสียแล้ว อีโมจึงถูกนิยามใหม่ในช่วงนี้เอง

                อีโมกลายเป็นแฟชั่นแขนงหนึ่ง

                อีโมกลายเป็นความเชื่อแบบหนึ่ง

                อีโมกลายเป็นสินค้าชนิดหนึ่งที่ขายได้ (และขายดีเสียด้วย)

                อีโมกลายเป็นอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อยในอินเตอร์เน็ต จนยากที่จะเชื่อว่ามันเกิดจากชายคนเดียวกับที่ให้กำเนิดฮาร์ดคอร์สายเคร่งอย่างเสตร็ทเอจด์

                ไม่ต้องอะไรมากหรอกครับ ขนาดค่ายตัวอีอย่าง Epitaph ของ Brett Gurewitz ที่มีอัลบั้มพั้งค์และฮารืดคอร์ขึ้นหิ้งเกือบห้าสิบชุดยังต้องเนสัญญากับวงอย่าง Matchbook Romance, From First To Last, Vanna หรือ Escape The Fate เลย

                ผมไม่ขอฟันธงว่าอีโมแบบในยุคสะดวกซื้อคืออีโมที่พัฒนามาจากของเดิมหรือเปล่า แต่ก็พอจะรู้สึกได้ว่าไม่ช้าก็เร็วอีโมที่กลายเป็นกระแสเชี่ยวกรากอันนี้คงจะผ่อนแรงลงไปพร้อมๆกับวงดนตรีที่ขอแค่ใส่อะไรให้พอจะดึงแฟนเพลงที่เป็นเด็กอีโมมาได้บ้างในไม่ช้าไม่นานนัก

                สื่อบางเล่มในแวดวงดนตรีอเมริกาอย่าง Revolver Magazine กล่าวว่าอีโมกลายเป็นวัฒนธรรมไปแล้ว

 

ยุคที่ห้า : ยุคอีโมกลายพันธุ์ (2007-ปัจจุบันและน่าจะต่อไปอีก 2 ปีเป็นอย่างน้อย)

จากยุคทองและยุคสะดวกซื้อนี่เองที่ทำให้อัลบั้มดีๆจำนวนมากออกสู่สาธารณะ ผมมองว่าการเกิดขึ้นของวัฒนธรรมอีโมมีข้อเสียเยอะกว่าข้อดีนิดหนึ่งตรงที่ แฟนเพลงบางส่วนให้ความสำคัญกับการสวมใส่อะไรมากกว่ากำลังฟังอะไรและสนับสนุนวงไหนอยู่ ผมเชื่อว่าร้อยละเจ็ดสิบของแฟนอีโมในปัจจุบันไม่เฉพาะแต่ในประเทศไทยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนวงดนตรีด้วยการซื้อซีดีและน้อยลง

                ในส่วนของดนตรี อีโมแบบเดิมๆกลายร่างเป็นสครีโมไปเกือบหมดแล้ว ติดว่าจะเป็นสครีโมที่ร้องแบบบรูทัล(ร้องเสียงกดต่ำ สำรากเป็นเสียงสุกร)หรือสครีโมที่ยังแหกปากและแว้ดว้ากเหมือนเดิม

                หลายท่านอาจเคยได้ยิน เดธคอร์ หรือ บรูทัลคอร์ หรืออะไรก้อแล้วแต่ ในทัศนะของผมมันก้อคืออีโมที่เข้าหาเมทัลในระดับข้นขลั่กแต่ยังมีท่อนที่ร้องเสียงปกติไว้ จะด้วยเพื่อลดดีกรีความหนักหรือสร้างความติดหูให้กับบทเพลงก็ตาม ผมว่าดนตรีเหล่านั้นก็คืออีโมแขนงหนึ่งนั่นเอง (แม้ว่าท่านอาจจะพึงใจกับคำว่าเดธคอร์มากกว่า)

                ต้องมาติดตามกันว่าวัฒนธรรมอีโมจะไปหยุดที่ตรงไหนและซาวด์แบบอีโมต้นตำรับที่รังสรรค์ขึ้นมาในยุคแรกจะกลับมาเมื่อไหร่ ต้องติดตามกันครับ

 

 

ประเภทของอีโม

 

อย่างที่บอกไปครับว่า จากจุดเริ่มต้นของอีโมจากกลางทศวรรษที่แปดสิบมาจนถึงปัจจุบัน อีโมในช่วงสิบปีแรกเป็นอีโมที่มีชีวตอยู่แบบปัจเจกแบบแสวงหาออกจะไปในทางสู้ชีวิตด้วยซ้ำเพราะไม่ได้เข้ามาในกระแสหลักอย่างอีโมยุคสะดวกซื้อ และการเข้ามาอยู่ในกระแสหลักของดนตรีเมนสตรีมร็อคในช่วงสี่-ห้าปีที่ผ่านมาทำให้เกิดคำถามตามมาต่างๆนานาว่า อันไหนใช่อีโมไม่ใช่อีโม แบบไหนคืออีโมของจริง จนถึงขั้นใครคืออีโม

เท่าที่ข้อมูลมี อีโมแบ่งออกตามแนวทางของวงดนตรีหรือไสตล์ในแต่ละวงได้คร่าวๆดังนี้ครับ

 

Trustafarian Emo (ทรัสตาฟาเรียน อีโม) หรืออีโมสายทดลอง

คำว่าสายทดลองที่ผมจำกัดความหมายถึงการทดลองสร้างเอกลักษณ์ในบทเพลงของบรรดาวงร็อคหัวสร้างสรรค์ สร้างสรรค์ทั้งการเขียนเพลง การบันทึกและการแสดงสด แม้ว่าหลายวงจำพวกนี้จะเป็นวงที่ดูเครียดๆเวลาอยู่บนเวทีเช่น Built To Spill หรือ Hot Rod Circuit ทั้งนี้หากท่านสนใจในอีโมสายไม่หนักมากออกไปทางทดลองละก้อ อีโมสายนี้น่าจะเหมาะกับความสนใจของคุณ

Indie Emo (อินดี้ อีโม) หรือ อีโมแบบเน้นความไพเราะ

ครับ....ตามสัญชาตญาณของมนุษย์แล้ว ความไพเราะเสนาะรูหูของบทเพลงหรือคีตกาลต่างๆเป็นความรู้สึกขั้นพื้นฐานในการรับรู้ทางโสตสัมผัส อีโมประเภทนี้ก้อเป็นพวกเน้นเพราะ คำร้องดี เมโลดี้สวย วงอย่าง Dashboard Confessional หรือ Bright Eyes เป็นวงที่ได้ใจแฟนเพลงจากสำเนียงอีโมในสายนี้ ซึ่งในระยะหลังวงดนตรีจากเกาะอังกฤษหลายๆวงก็เข้ามาอยู๋ในความสนใจของแฟนอีโมสายนี้ในอเมริกา

Christian Emo (คริสเตียน อีโม) หรือ อีโมของคริสศาสนิกชน

                ก่อนที่จะเขียนบทความถึงตรงนี้ผมหนักใจพอสมควรว่าควรจะเขียนถึงอีโมประเภทนี้ไหม เพราะอีโมสายนี้เค้าเล่าว่าเป็นอีโมที่เกิดมาเพื่อวัยรุ่นชาวคริสต์โดยเฉพาะ เพราะวงต่างๆจากค่าย Rise,  Solid States หรือ Tooth And Nail ซึ่งไม่ว่าจะเล่นพั้งค์อย่าง MxPx เล่นเมทัลอย่าง Underoath หรือ August Burns Red หรือหน้าใหม่อย่าง The Devil Wears Prada และ Catherine เหล่านี้ได้รับการแยกจำพวกจากแนวทางดนตรีของตัวเองรวมอยู่ในหมวด อีโมชาวคริสต์ทั้งหมด

Eighties Emo (เอ็ทตี้ อีโม) หรืออีโมฉบับนิวเวฟ

                สำหรับผ่านผู้อ่านที่แก่พรรษาในการฟังเพลงหน่อยคงจะทราบว่าเอกลักษณ์ของเพลงอังกฤษอย่างหนึ่งคือความพิถีพิถันในการแต่งกายของนักดนตรีแบบมีสไตล์เฉพาะตัวมาทุกยุคสมัย และเนื่องมาจากวงอีโมหลายๆวงนำเอาเอกลักษณ์ของวงในยุคนิวเวฟจากอังกฤษมาใช้กับเพลงตัวเอง ที่เห็นได้ชัดก็พวกอีโมที่มีจังหวะตื้ดๆชวนขยับอย่าง Panic ! At The Disco หรือ Head Automatica เรียกว่าภาพของอีโมแบบนิวเวฟนั้นชัดเจนมากว่ารับอิทธิพลมาจากเพลงยุคแปดศูนย์จากเกาะอังกฤษทั้งการแต่งกายและการเขียนเพลง

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Frat Emo (แฟรท อีโม) หรือ อีโมโซตัส

                ความหมายตรงๆของอีโมพวกนี้คืออีโมที่วงนั้นมักเขียนเรื่องเกี่ยวกับเพื่อน เกี่ยวกับแก๊ง เกี่ยวกับชีวิตในรั้วมหาลัย ผมจึงอนุมานเอาเองว่าอีโมโซตัส จุดเด่นของอีโมพวกนี้คือความโปกฮาและคะนองตามประสาวัยรุ่นชายวัยคึกทั้งหลายจุดเด่นของอีโมพวกนี้คือชวนโดด ชวนมอชและที่สำคัญมันต้องมีท่อนร้องติดหูที่สามารถแหกปากร่วมกันได้ วงที่อยู่ในจำวพกนี้ก็ได้แก่ The Used,Taking Back Sunday หรือพั้งค์บวกไวโอลินอย่าง Yellowcard

 

Goth Emo (ก็อธ อีโม) หรือ อีโมทรงดำ

                เป็นอีโมที่มีให้เห็นเกลื่อนกล่านมากที่สุดในบ้านเรา ประมาณว่าเสื้อดำ กางเกงขาลีบแบบโคตรจะสกินนี่ รองเท้าสเก็ต ผมปาดไปข้างนึง เจาะปากและระเบิดหูรูบึ้มๆ นี่แหละครับที่เรียกกันว่าอีโมทรงดำ ทั้งนี้อีโมแบบนี้ได้รับความนิยมระเบิดระเบ้อจากความดังของ My Chemical Romance และ Aiden ซึ่งจะว่าไปแล้ววงอย่าง Alkaline Trio และ AFI ก้อเริ่มกระแสตรงนี้มาก่อน ทั้งนี้ถ้าจะอัพให้ดูเท่ขึ้นมาอีกนิดอาจจะเปลี่ยนจากเสื้อยืดไปลองเสื้อเชิ้ตหรือใส่แจ็คเก็ตบ้างก็ได้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Alkaline Trio

Machismo Emo (แมคคิสโม่ อีโม) หรืออีโมลูกผู้ชาย

                ว่ากันว่านี่คืออีโมที่แพร่หลายที่สุดในช่วงยุคทองและยุคสะดวกซื้อ เนื้อหาที่วงในสายอีโมลูกผู้ชายสื่อสารกับคนฟังจะคล้ายๆกับ แฟรท อีโม แต่จะมีมุมมองแบบด้านลบเยอะกว่าอย่างเห็นได้ชัด แดกดันกว่า ดุดันกว่าและขี้ประชดกว่า การแต่งกายของอีโมแบบนี้จะเน้นที่ความทะมัดทะแมงและแต่งออกงานได้ไม่ขัดเขิน สาระอีกประการหนึ่งของวงอีโมพวกนี้คืออุปมาโวหารที่บางครั้งลึกจนเกินกว่าจะทำความเข้าใจว่ามันพูดอะไรของมัน ไม่เชื่อลองไปทบทวนเนื้อหาในบางบทเพลงของ Thursday, From Autumn To Ashes หรือ The Bled ดูสิครับ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ From Autumn To Ashes 

Prog Emo (พร็อก อีโม) หรือ อีโมสายวิวัฒน์

                Prog กับ Progressive ก็คือคำๆเดียวกันแหละครับ ถ้าแปลตรงๆตัวก้อคืออีโมจำพวกฝักใฝ่ดนตรีโพรเกรสซีฟ (คุณสิเหร่นักเขียนในสายดนตรีอาวุโสเคยจำกัดความดนตรีโพรเกรสซีฟว่าดนตรีวิวัฒน์ ผมจำขอยืมคำนี้มาใช้ครับ) วงที่โดดเด้งมากๆที่ใครได้ยินก้อร้องอ๋อคือ Coheed And Cambria และ The Mars Volta และวงรุ่นเล็กที่ฝีมือเอาเรื่องคือ The Fall Of Troy เอ...ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าชาวอีโมสายนี้เค้านิยมการไว้ผมยาวๆฟูๆแบบที่สมาชิกบางคนในทั้งสามวงนี้ชอบทำหรือเปล่า

 

Ex-Hardcore Emo (เอ็กซ์ ฮาร์ดคอร์ อีโม) หรืออีโมพันธุ์ฮาร์ดคอร์

                นี่คืออีโมสายตรงที่รับอิทธิพลมาจากวงรุ่นพ่ออย่าง Fugazi, Husker Du หรือ Rites Of Spring เป็นอีโมจำพวกที่รับมาทั้งดนตรีที่เน้นความเกรี้ยวกราดและดุดัน อึงคะนึงมาครบถ้วนกระบวนความ ท่อนคำรามและตะเบ็งยังคงอยู่ครบและบางวงยังหนักไปทางใส่ความเป็นเมทัลลงไปเป็นกระสายอีกด้วย วงที่ถูกจัดให้อยู่ในพวกนี้ก็อย่างเช่น Rise Against, Planes Mistaken For Stars และ Kid Dynamite ซึ่งจะเห็นว่าวงในสายนี้มักจะไม่เน้นเรื่องการแต่งตัวเท่าสายอื่น

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Planes Mistaken For Stars

Alt-Country Emo (อัลท์-คันทรี่ อีโทม) หรือ อีโมสายอเมริกันอินดี้

                อีโมประเภทนี้เป็นประเภทอีโมที่ก้อไม่ได้เน้นการแต่งกายมากนัก แต่ดูจะเป็นอีโมที่แต่งตัวแก่เกินวัยไปสักนิด ดนตรีของอีโมพวกนี้เป็นอะไรที่ฟังง่ายและสบายหู อาจจะมีดิบๆอารมณ์ๆนิดๆแต่ก้อไม่ได้หนักหน่วงอะไรนัก ท่านผู้อ่านอาจจะเคยได้ยินอีโมสายอินดี้มาบ้าง ซึ่งก้อคือกับอีโมสายนี้แหละครับ วงที่โด่งดังในทางนี้ได้แก่ Cursive, LImbeck หรือจะศิลปินเดี่ยวอย่าง Bright Eyes

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Bright Eyes

                อ่านมาจนถึงตรงนี้ท่านอาจจะงงว่าบางวงที่ไม่ได้เล่นอีโมทำไมมีชื่อโผล่มาตรงนี้ได้ ก็อย่างที่แถลงไปตอนต้นว่าอีโมกลายเป็นวัฒนธรรมย่อยอันหนึ่งไปแล้ว เพราะฉะนั้นการแบ่งแยกประเภทของอีโมที่ร่ายยาวมาทั้งสิบจำพวกนี้เป็นการแบ่งโดยผู้เขียน Everybody Hurts โดยใช้เกณฑ์จากการทำเลง การแต่งกายรวมไปถึงภาพลักษณ์ที่แสดงออกมา

                ส่วนผู้ที่สนใจว่าการแต่งตัวแบบอีโมจริงๆจังๆมันเป็นยังไง เหวี่ยงสายตาท่านไปที่หัวข้อต่อไปในบัดเดี๋ยวนี้เลยครับ

 
 
 Blastmag 2016. All right