+66 81 692 3961
leesic@gmail.com
  


The Rival Mob The Rival Mob The Rival Mob


 2020-05-07 09:47:37

    

 

Blastography

ฮาร์ดคอร์ ? แล้วไงต่อ

 

‘คำว่าฮาร์ดคอร์มันไม่ได้สลักสำคัญอะไรหรอก’ Brendan Radigan นักร้องนำของวงกล่าว ‘นอกจากดนตรีที่อยากเล่นแล้ว จะเรียกว่าความเชื่อก็ได้ มีแค่นั้นแหละฮาร์ดคอร์’

ถ้อยคำที่ฟังยโสและอวดตนมากนี้ไม่ได้ออกมาจากปากของสมาชิกวงที่ตั้งมานานแล้วหรืออะไรทำนองนั้น The Rival Mob เป็นวงที่มีอายุใกล้ครบสิบปีในปีหน้านี้ แต่คณะพรรคของวงล้วนเป็นหน้าเก่าจากหลายวงที่เป็นลูกบอสตั้นรักฮาร์ดคอร์ทั้งสิ้น เพราะ นิยามของการทำงานในชื่อ The Rival Mob คือไม่ใช่วงดนตรีและไม่ต้องการสัญญาอะไรจากต้นสังกัดไหนเลย แม้ว่าผลงานล่าสุดของพวกเขาที่เป็นสตูดิโออัลบั้มชุดแรก Mob Justice จะอยู่ในความรับผิดชอบของ Revelation Records แต่พวกเขาก็ยืนยันว่า นั่นคือการหาผู้รับมอบสิทธิ์ที่ดีที่สุดในขณะที่เตรียมงานเท่านั้น ชื่อชั้นและความเก๋าของค่ายตราดาวคงไม่มีอะไรให้กังขา ที่น่าสงสัยคือวงดนตรีวงนี้มีความมั่นคงอะไรบ้างในสถานภาพของวง

ย้อนความกลับไปที่ต้นกำเนิดฮาร์ดคอร์ พั้งก์จากช่วงกลางยุคเอ็ทตี้ส์ ในยุคที่ผู้คนยังซื้อเสื้อวงดนตรีได้แค่จากการส่งเงินใส่ซองไปยังวงดนตรีโดยตรง, การเป็นเพื่อนทางจดหมายหรือ Penfriend เป็นตัวเลือกแรกที่ทุกคนใช้ในการติดต่อกับวงดนตรี และเป็นยุคที่ฮาร์ดคอร์ยังมีพัฒนาการมาจากพั้งก์มากกว่าจะค่อนไปทางฮาร์ดคอร์ (สังเกตได้จากฮาร์ดคอร์พั้งก์หลายอัลบั้มในยุคนั้น มีมือกีตาร์แค่คนเดียว) ความไม่เอากรอบและไม่ตกลงอะไรกับกระแสหลักคือต้นทุนที่พัฒนาให้ฮาร์ดคอร์ได้ต่อยอดและสร้างซีนขึ้นมา ในหนังสือ NYHC : New York Hardcore 1980-1990 โดย Tony Rettman ตอนหนึ่งเล่าว่า ฮาร์ดคอร์ในยุคนั้นมีจุดเด่นที่ความตรงไปตรงมา ไม่ขึ้นต่อระบบการค้าหรือการโฆษณา การจะรู้จักฮาร์ดคอร์มีทางเดียวคือออกมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของซีน ประมาณว่าจากความคิดแรกของสมาชิกในวง ถูกแปรรูปออกมาเป็นผลงานเพลงแล้วก็ออกแสดงเพื่อนำเสนอความคิด เมื่อความคิดและตัวเพลงเหล่านั้นจุดติด ซีนก็เกิดขึ้นและผลพวงของการจุดติดนั้นก็ทำให้แฟนเพลงเป็นมากกว่าแฟนเพลง แต่เป็นส่วนหนึ่งของซีน ในความหมายของคำว่า ผู้สนับสนุน/ Supporter ไม่ใช่ ชาวซีน/ Scenester ซึ่งแนวคิดนี้เองที่ให้แรงบันดาลใจและเป็นแนวคิดที่ยึดกันระหว่างสมาชิกของ The Rival Mob แต่ละคนและสิ่งที่พวกเขาทำ ที่เรียกว่าฮาร์ดคอร์

‘ฮาร์ดคอร์มันเปลี่ยนไปได้ด้วยวัยที่มากขึ้นของแต่ละคน ผมเคยนั่นก็ไม่ได้นี่ก็ไม่ใช่เกี่ยวกับเรื่องเล็กน้อยที่พบเห็นในความเป็นฮาร์ดคอร์ จนเมื่ออายุมากขึ้นก็อดขันตัวเองไม่ได้ที่ทำไมตอนนั้นกูจริงจังกับมันจังเลยวะ บางอย่างในความเชื่อเกี่ยวกับฮาร์ดคอร์สำหรับผมยังคงเดิม อยู่ในนี้ (ชี้ที่หัว) แต่ส่วนใหญ่ของสิ่งที่เรียกว่าฮาร์ดคอร์มันเปลี่ยนไปตามมุมมองที่ก็ถูกโน้มไปทางอื่นตามวัยเช่นกัน เมื่อคุณไม่ยึดติดว่านั่นสิวะฮาร์ดคอร์แท้แท้ คุณก็จะเปิดใจและสนุกกับมันมากขึ้น คือปล่อยให้ฮาร์ดคอร์มันมั่วซั่วๆไปตามเวลาของมันเองบ้าง ไม่ต้องไปยึดติดกับทางเดิม ไม่ต้องสนว่ามันจะใช่อย่างที่เริ่มต้นไหม ใครจะไปรู้ละ แค่คุณทำตามที่คุณคิดว่า นี่แหละฮาร์ดคอร์แบบกู แล้วก็ทำต่อไป แล้วรอดู’ Radigan กล่าว

ก่อนที่ Mob Justice วางแผงในปี 2013 ด้วยเพลงที่เขียนแล้วจำนวนหนึ่ง The Rival Mob สร้างชื่อและปรับปรุงผลงานตลอดช่วงนั้น ทั้งสามอีพีจากสามสังกัดที่รับงานจัดจำหน่ายไป ไล่ตั้งแต่ ‘Bitter Rivals Demo’ ในปี 2007 ที่ทางวงทำเองขายเองตามโชว์ก่อนได้ Sam Yarmuth แห่ง Triple B Records ไปขายให้ Yarmuth คนนี้มีแนวคิดว่าการนำเสนอความเดิมและปรับแต่งน้อยที่สุดเพื่อผลิตผลงานออกขายคือซาวด์แบบที่ฮาร์ดคอร์ควรจะเป็น ครั้งหนึ่งเคยมีการก่อนด่ากันว่าแผ่นเสียงที่สังกัดของเขาทำออกมาขายมีคุณภาพเสียงแย่ สิ่งที่เจ้าตัวอธิบายไม่ใช่การแจกกล้วยแล้วบอกมึงก็ไม่ต้องซื้อสิ แต่เป็นการขยายความว่านั่นคือการย้ำให้เห็นความเดิมของซาวด์แบบเริ่มต้นของฮาร์ดคอร์ ทั้งยังบอกอีกว่าคุณภาพเสียงที่ดีที่สุดที่จะได้ยินจากฮาร์ดคอร์คือการไปฟังการแสดงสด ไม่ใช่ดูผ่าน You Tube, Raw Life สตูดิโอ อีพีอัลบั้มชุดแรกที่เป็นสูติบัตรของวงบรรจุไว้ทั้งสิ้น 8 เพลงโดยมี Bitter Rivals เพลงเดียวที่ถูกพัฒนาต่อมาจากเดโม Greg Wilmott ผู้ก่อตั้ง Lockin’ Out Records และนักร้องนำ Mental อีกวงที่เป็นเลือดแท้ของบีเอชซี (BHC ย่อมาจาก Boston Hardcore) แสดงความสนใจและพร้อมสนับสนุน The Rival Mob ตั้งแต่โชว์แรก ด้วยหมอเป็นหนึ่งในผู้จัดการโชว์ครั้งแรกของวง Wilmott นับถือการทำงานของ Revelation Records เป็นอย่างมาก และนั่นคือแรงบันดาลใจแรกที่ทำให้เขาก่อตั้งสังกัดเพื่อจัดจำหน่ายงานของ Mental ก่อนขยายไปออกผลงานของวงอื่นๆในพื้นเพเดียวกัน ปัจจุบันด้วยกระแสบางอย่างในแวดวงฮาร์ดคอร์ Lockin’ Out Records กลายเป็นอีกสังกัดที่นิยามค่ายเพลงฮาร์ดคอร์จาก Massachusetts ได้ชัดเจนไม่แพ้รุ่นพี่อย่าง Bridge Nine Records (แต่ในความเห็นของผม Massachusetts เป็นรัฐที่มีความหลากหลายมากในดนตรีทางเลือกที่รับอิทธิพลมาจากฮาร์ดคอร์ คล้ายว่าซีนของพวกเขาใหญ่ขึ้นทุกปี และความนิยมที่ขยายตัวขึ้นนี่เองที่ทำให้มีชองร์ที่แยกกันชัดเจนมากขึ้น ซึ่งนั่นก็ทำให้เกิดคำว่า ความนิยมที่แตกต่างกัน ช่วยนิยามให้วงจากรัฐนี้มีหลายแนวหลายกลุ่ม) Raw Life ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในผลงานสายนี้ที่ดีที่สุดในปี 2009 และจากความนิยมนี้เองที่ทำให้สินค้าของ The Rival Mob สร้างรายได้ให้กับวงมากขึ้น ผู้อยู่ในเหตุการณ์ของวงเคยตั้งข้อสังเกตว่าความเถื่อนและท่วงทำนองดนตรีที่ฟาดฟันด้วยอารมณ์เดือดดาลและการสับไม่ยั้งแบบโอลด์สคูล ฮาร์ดคอร์ พั้งก์นั่นช่วยให้ความโกลาหลและวินาศสันตะโรเกิดขึ้นในทุกโชว์ของพวกเขา นัยว่าถ้าหลุดเข้าไปดงมอช แค่นิ้วซ้นยังน้อยไป และด้วยดนตรีที่ปลุกเร้าให้มอชนี่เองที่ทำให้โชว์ของ The Rival Mob เป็นที่พูดถึงแล้วก็มีผลให้สินค้าที่วงผลิตเองพลอยขายดีไปด้วย ในหลายเทศกาลดนตรีที่พวกเขาไปร่วมเวทีด้วย แถวที่รอซื้อสินค้าของวงยาวมากกว่าวงอื่น Radigan แสดงความเห็นว่าเขารู้สึกขอบคุณที่แฟนเพลงเลือกจะให้น้ำเลี้ยงวงด้วยการซื้อสินค้า เพราะมันคือรายได้เป็นกอบเป็นกำอย่างเดียวที่พวกเขาจะหาได้ในการทำวงดนตรี

ซึ่งจากจุดนี้เองที่ The Rival Mob เคยเจอสงครามน้ำลายบนเว็บบอร์ดว่าพวกเขาขี้โม้ เพราะก่อนหน้าที่จะเริ่มทำสินค้าวงโดยเฉพาะเสื้อขายอย่างจริงจัง ครั้งที่ออกอีพีแรก Radigan เคยกร้าวบนเวทีใส่คนดูว่า พวกข้ามีแต่เพลงมานำเสนอว่ะ ถ้าอยากได้เสื้อไปทำกันเอง แล้วจู่ๆพวกเขาก็ทำเสื้อออกมาขายเสียเอง เลยโดนมอชด้วยคีย์บอร์ดไปชุดใหญ่ ซึ่ง Radigan ให้การแก้ต่างว่า ครั้งแรกพวกเขารู้สึกว่าวงฮาร์ดคอร์จำนวนมากทำเสื้อถี่กว่าการทำเพลงและนั่นมันทำให้ฮาร์ดคอร์กลายเป็นแฟชั่น แต่เดิมการใส่เสื้อวงในชีวิตประจำวันคือการบอกว่าพวกเขาเคยสนับสนุนวงไหนในโชว์บ้าง แต่แล้วเมื่อเกิดการสื่อสารที่สะดวกขึ้นมันกลายเป็นการให้ราคากับสิ่งที่ผิดทิศผิดทางจากที่ควรจะเป็น แนวคิดแรกของ The Rival Mob คือ ออกทัวร์ให้บ่อย ขึ้นโชว์ให้เยอะ ซ้อมและเขียนเพลงด้วยกัน แล้วซ้อมแล้วก็อัดเพลงแล้วก็ออกทัวร์ พวกเขาแทบไม่สนใจเลยว่าเสื้อลายไหนจะขายดีหรือลายไหนคือลายที่ฮาร์ดคอร์ชนวงยกย่องว่าต้องมีและล่ากันในสนามประมูลออนไลน์ จนกระทั่งเพื่อนของเขาคนหนึ่งเจออุบัติเหตุในการมอชระหว่างที่มาร่วมเทศกาล Sound And Fury 2009 ถึงขั้นต้องผ่าตัดใหญ่บริเวณหน้าและศีรษะ พวกเขาจึงกุลีกุจอทำเสื้อขายในคืนสุดท้ายของงานแล้วยกกำไรทั้งหมดช่วยค่ารักษา นั่นทำให้เขาพบว่า ที่จริงมันก็ไม่เลวนักที่จะขายเสื้อเพื่อหาเงินมาจุนเจือวง หลังจากนั้นเลยกลายเป็นว่า ทุกโชว์ของ The Rival Mob จะมีเสื้อมากกว่าสองลายขายเสมอ ซึ่งนั่นทำให้พวกเขามีเงินทำวงแบบไม่ลำบากตั้งแต่ช่วงปลายปี 2009 เป็นต้นมา

หนึ่งปีหลัง Raw Life, Six Feet Under Records โดยการบริหารงานของ David Wallingมือเบสของคณะ Blacklisted รับเป็นเจ้าภาพในการจัดทำและจำหน่าย Hardcore For Hardcore สตูดิโอ อีพีอัลบั้มที่สองของวง นี่คือผลงานที่เมื่อเปิดให้จองทางร้านค้าออนไลน์ของค่ายเพียงแค่สัปดาห์เดียว ก็ต้องประกาศเพิ่มจำนวนการผลิตถึงสองครั้ง อะไรที่ทำให้ผลงานสิบสองนาทีกว่ากับหกเพลงนี้ขายดีเป็นเขวี้ยงแผ่นแจก คำตอบที่ง่ายมากคือเนื้องานมันได้ครับ มีครบทั้งหมด เสียงร้องตะเบ็งแหบ ท่อนคอรัสให้กรูเข้าไปแย่งไมค์มาร้อง กีตาร์สับและมีช่วงผ่อนให้โยก ช่วงซัดแปลกให้เข้าปะทะและการกระแทกกลองที่ไม่ยั้ง Radigan อธิบายถึงความลงตัวที่ผลงานชิ้นนี้ทำได้ดีกว่าสองงานก่อนหน้าก็เพราะสมาชิกที่ลงตัวมากขึ้น พวกเขามีเวลาไตร่ตรองและเขียนเพลงร่วมกันมากกว่าที่เคยทำมา นั่นทำให้อัลบั้มนี้สื่อสารความเป็นวงออกมาได้เต็มที่และไม่ต้องจินตนาการว่าความยับในบรรยากาศการแสดงสดมันจะขนาดไหน เพราะมันยับมากและยับทุกโชว์ แต่อย่างนั้นเอง Radigan กลับให้คำตอบว่าเนื้อแท้ของบอสตั้น ฮาร์ดคอร์คือความเป็นเพื่อนกันในซีน และมันอาจตายห่าไปแล้ว

‘ความเป็นบอสตั้นฮาร์ดคอร์มันหมดไปแล้วด้วยหลายเหตุผล ปัญหาหลักคือมิตรภาพในซีน คนดูส่วนใหญ่มาเพราะ เฮ้ย วงนี้แม่งเจ๋ง น้อยครั้งมากที่จะเจอคนที่เข้ามาคุยด้วยเรื่องของฮาร์ดคอร์ มีแต่มาขอถ่ายรูป แม่งอะไรวะ สิ่งพวกนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รวมไปถึงการรวมกันของซีนในรอบนอกๆ ครั้งหนึ่งที่ผมเคยติดตาม Mental ไปเล่นทางตอนเหนือของรัฐ เราเจอคนดูไม่กี่คนจากที่นั่นที่เดินเข้ามาคุยเรื่องเพลง พวกเขายืนดูเรียบร้อยในโชว์ที่จัดขึ้นเอง เสียงตะโกรบอกว่า อย่าหยุดเล่นจากพวกเขามันทำให้บรรยากาศดูเป็นปาร์ตี้แม้ว่าจบงานจะเหลือแค่เศษเงินหลังจากหักค่าน้ำมันแล้วแต่มันก็สนุก ไม่กี่คืนหลังจากนั้นพวกเขาก็ขับรถไปดูพวกเราอีกครั้งด้วยท่าทีสงบเสงี่ยมในต่างถิ่น ไม่มีการสานสัมพันธ์อะไรกับคนจัดในอีกเมือง หมดโชว์ทุกคนแยกย้าย ฮาร์ดคอร์ในยุคนี้มีความร่วมมือกันน้อยลง และมันจะเป็นแบบนี้ต่อไป มันแตกต่างจากจุดที่บอสตั้นฮาร์ดคอร์เคยเป็น จุดที่เพื่อนที่รู้จักกันในซีนเขียนเพลงบ้าๆบอๆขึ้นมาสักเพลงแล้วผมรู้สึกภูมิใจในตัวเขาแล้วเราสนุกไปด้วยกัน’ Radigan ให้ทัศนะกับสื่อออนไลน์จากยุโรปถึงความเป็นไปของซีนที่เขาโตมาและร่วมอยู่

‘ดนตรีคือการแสดงออกของความเป็นมนุษย์ไม่กี่อย่างที่ผมรู้สึกมีปฏิสัมพันธ์ด้วย สิ่งที่ทำให้ผมสนใจคือการเขียนเพลงในช่วงหลายปีมานี้ก็คือการที่ผมรู้สึกว่าผมทำมันออกมาได้เป็นที่พอใจ ฮาร์ดคอร์ทำให้ผมรู้สึกกลับไปใช้สัญชาติญาณของสัตว์แทนการเป็นมนุษย์ การกลับไปหาบรรพกาลด้วยการไม่ปรุงแต่ง ไม่ประดิดประดอย ตรงไปตรงมาตามความรู้สึก ไม่มีทำเท่ มีแต่ทำด้วยความเคารพและเชื่อ’

ก่อนการมาสู่ค่ายใหญ่อย่าง Revelation Records ที่ทางวงนิยามว่าเป็นเพียงการร่วมงานกันครั้งหนึ่งเท่านั้น The Rival Mob ยืนกรานจากคนในวงว่านี่เป็นเพียงแค่การร่วมงานครั้งต่อครั้งเท่านั้น เพราะการตั้งวงนี้ขึ้นมาเป็นเหมือนการสานต่องานจาก Mind Eraser วงเก่าของ Radigan และ Justin DeTore มือกลองของวง โดยสะสมสมัครพรรคพวกมาร่วมงานในตำแหน่งต่างๆซึ่งแต่ละคนที่มาก็มีงานเพลงส่วนตัวอยู่แล้ว ทั้ง Doug Free มือสับกีตาร์คนปัจจุบันที่มี Give และ No Tolerance, Evan Radigan มือกีตาร์ริทึ่มและน้องชายของ Brandan ที่เป็นเพื่อนสนิทของ Patt Flynn อดีตโต้โผ Have Heart ที่พอยุบวงทั้งสองคนก็ยังไปแจมกันใน Wolf Whistle อีกงานที่ Flynn ทำออกมาก่อนไปเรียนต่อ, James Whittle มือเบสของวงจาก Think I Care (ไม่ได้ร่วมวงแล้ว) และ Pearse McGarth เพื่อนสนิทของ Brendan Radigan ที่มาเล่นเบสให้กับวงจนถึงปัจจุบัน เพราะแกนหลักของวงคือ Radigan, McGarth และ DeTore ทำให้ The Rival Mob เป็นเหมือนงานที่จะทำต่อเมื่อพร้อม เป็นผลให้สองปีหลังจากที่ออกอัลบั้มเต็มมา The Rival Mob เหมือนเบางานวงไปโดยพฤตินัย แต่กระนั้นก็ตาม Radigan ยังยืนกรานสถานภาพของวงไว้เมื่อกลางปีที่แล้วว่าพวกเขาจะยังทำงานกันต่อไป

‘The Rival Mob ไม่ใช่หมาน้อยน่ารักอีกต่อไปแล้ว ถ้าพวกเราจะทำงานกันอีกครั้งมันต้องเพราะเวลาที่เหมาะสมและเป็นผลงานที่มีคุณภาพ ทุกวันนี้เรามีวงเป็นร้อยวงที่เหมือนกันไปหมด วงนี้ก็ฮาร์ดคอร์ วงนั้นก็ฮาร์ดคอร์ คนฟังส่วนใหญ่จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะรักวงนี้นิด รักวงนี้หน่อย และสุดท้ายด้วยปัญหาบ้าบอคอแตกในการทำงานที่เกิดขึ้นได้ คุณนึกออกใช่ไหม สุดท้ายมันก็ไม่มีใครรอดในซีน ไม่ต้องไปนับพวกวงค่ายใหญ่มารวม วงเหล่านั้นมีจุดยืนในจุดของพวกเขา เช่นกันกับพวกเราที่มีจุดยืนและภาพกว้างที่มองเห็นตัวเองเสมอมา’ Radigan ว่าไว้แบบนั้น แต่ก็ยังเปรียบเปรยอีกว่า ในชั่วโมงนี้ถ้าไม่เกี่ยงว่าคุณทำวงฮาร์ดคอร์ พั้งก์ด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ Boston คือเมืองที่หลากหลายและมีกำลังสนับสนุนที่ดีที่สุดวงหนึ่งในประเทศของเขา

อะไรจะเป็นหลักฐานที่ดีที่สุดตามคำกล่าวอ้างของ Radigan ว่า Boston คืออาณาจักรที่อุดมสมบูรณ์สำหรับดนตรีทางเลือกคงไม่มีไปกว่า จำนวนโปรเจคที่เขาทำ อย่างที่เล่าไปตอนต้นครับว่า Mind Eraser คือร่างแรกของ The Rival Mob แต่หลังจาก The Rival Mob ไม่นาน Battle Ruins ที่เป็นฮาร์ดคอร์ติดลูกโซโล่ซาวด์แบบปลายช่วงเก้าศูนย์ที่ได้ยินถนัดหูจากพวกโอลด์สคูลนิวยอร์คฮาร์ดคอร์ มาจนถึง Stone Dagger และ The Magic Circle ทั้งห้าโครงการที่มี Brendan Radigan ทำนี้ ยังไม่มีอันไหนประกาศว่าจะยุบวงอย่างเป็นทางการและไม่มีอันไหนที่มีทีท่าว่าจะเขียนเพลงออกมาแล้วก็ลุยแสดงสดแล้วหายเลย Radigan ไขไว้ว่า การทำวงฮาร์ดคอร์ พั้งก์เป็นเรื่องง่าย แต่มันก็สามารถทำให้แตกต่างได้ในหลายมิติ เขาเลือกจะตั้งวงใหม่หรือเขียนในชื่อโปรเจคใหม่แทนการใช้ชื่อวงเดิมแล้วเปลี่ยนทางเพราะมันไม่ซื่อสัตย์กับความคิดตัวเอง

Radigan บอกว่าเขาไม่รู้หรอกว่าสำหรับคนทั่วไปดนตรีมีความหมายอย่างไร แต่สำหรับเขาการยึดติดกับอะไรสักอย่างหนึ่งมากเกินไป จะเพราะสไตล์ ภาพที่ออกมาให้คนอื่นเห็นหรือความเชื่อมันเป็นอะไรที่แคบมาก เขาอ้างคำว่าการทำดนตรีคือประสบการณ์ส่วนบุคคล ซึ่งถ้าคนเรามีแรงใจจะเริ่มทำอะไรเขาจะรักที่จะทำและอยู่กับมันไปได้เรื่อย ในยุคปัจจุบันที่สารพัดรูปแบบดนตรีมีออกมาให้ศึกษาและฟังและเลือกจะรับมันเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องของการถ่ายทอดความเชื่อและประสบการณ์ทางดนตรีส่วนบุคคลที่ไม่มีถูกไม่มีผิด และการสร้างนิยามหรือชื่อวงขึ้นมาแล้วยึดติดกับมันไว้จนพาให้วงไปหยุดตรงจุดที่ไม่รู้จะทำอะไรต่อ มันไม่ใช่สิ่งที่ Brendan Radigan คิดไว้ในการเริ่มงานในฐานะนักเขียนเพลงและคนทำดนตรี

ต้นมีนาคมที่ผ่านมา The Rival Mob กลับมากับ If You Listen To Fools อีพีขนาดสี่เพลงที่ไม่ได้ตั้งใจจะทำขายเพราะคุณภาพของการบันทึกเสียงถูกพับไว้ตั้งแต่วันที่เขียนเพลงแรก พวกเขาเปลี่ยนการสร้างงานเป็นอัดมันด้วยวิธีง่ายที่สุดคือทำเดโมเองแล้วส่งให้ Brutal Youth รับหน้าที่ในการประชาสัมพันธ์และรับผิดชอบเรื่องงานแสดงสด รูปแบบการทำงานแบบนี้นับว่าใหม่มาก คือการไม่ลงทุนอะไรมากมายนักในการอัลบั้มแต่เปลี่ยนเป็นการให้ฟังและดาวน์โหลดกันฟรีแล้วค่อยไปชวนผู้สนใจและผู้สนับสนุนออกมาเซิ้งกันในงานแสดงสด เป็นการลดต้นทุนในการผลิตและต้องแบกสินค้าเพลงไปขาย เปลี่ยนเป็นการออกทัวร์แล้วผลิตสินค้าเช่น เสื้อ โปสเตอร์หรือเทปเดโมที่ทำเอาง่ายๆ อัดเอง ถ่ายเอกสารแล้วก็ไปวัดกันหน้าโชว์ ซึ่งเหมือนกับการกลับไปทำงานแบบดีไอวายแท้แท้อีกครั้งของวงอย่าง The Rival Mob

ซึ่งน่าสนใจมากว่า Brendan Radigan และสหายจะไปได้ไกลขนาดไหนในขวบปีหลังจากนี้

....

ตลกร้ายจากนักร้องนำและฮาร์ดคอร์ชนที่ชวนให้เก็บไปขบมากที่สุดอันหนึ่ง ที่น่าจะชวนให้การลืมชื่อ Brendan Radigan ไปเป็นไปได้ยากคือ สิ่งที่เขาตอบกับสื่อทางเลือกออนไลน์ว่ามีคำแนะนำอะไรให้กับวงฮาร์ดคอร์ไร้ชื่อในเมืองที่ไม่ได้มีซีนแข็งแรงไหม

‘เลิกหวังว่าทำวงดนตรีฮาร์ดคอร์แล้วจะรอด พวกเราแม่งตายห่ากันหมดแหละ แค่ทำในแบบที่คุณพอใจ ซึ่งสุดท้ายแล้วคุณก็จะนอนตายตาหลับเอง อาจจะนะ ลองดู’

 

 
 
 Blastmag 2016. All right