+66 81 692 3961
leesic@gmail.com
  


What Drives Us : จดหมายรักแด่รถตู้ What Drives Us : จดหมายรักแด่รถตู้ What Drives Us : จดหมายรักแด่รถตู้


 2021-04-30 15:49:01

    

What Drives Us

จดหมายรักแด่รถตู้

By : Sarunyoo Threesukorn

          ก่อนหน้านี้ เดฟ โกรห์ล ฟรอนท์แมนแห่งวง Foo Fighters เคยกำกับหนังสารคดีมาแล้วเรื่องนึงคือ “Sound City” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับสตูดิโอบันทึกเสียงชื่อเดียวกับหนังที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ดนตรี ร็อก แอนด์ โรลล์ หลังจากนั้นเวลาก็ล่วงเลยมานานถึง 8 ปีเลยทีเดียวกว่าที่ เดฟ โกรห์ล จะทำหน้าที่กำกับหนังสารคดีเรื่อง “What Drives Us” ที่เจ้าตัวบอกเผยว่าหนังสารคดีเรื่องนี้เป็นเหมือน “จดหมายรักแด่นักดนตรีทุกๆคนที่ครั้งหนึ่งเคยกระโดดเข้าไปอยู่ในรถตู้เก่าๆกับเพื่อนๆ ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้เบื้องหลังเพื่อความสุขที่เรียบง่ายมากๆ นั่นก็คือการเล่นดนตรีกับเพื่อนร่วมวง” ส่วนจุดเริ่มต้นที่ผลักดันโปรเจ็คท์หนังสารคดีเรื่องนี้มาจากความคิดของ เดฟ โกรห์ล เองที่เคยช่วยเพื่อนๆ ขนย้ายข้าวของรวมถึงอุปกรณ์ดนตรีจากที่หนึ่งไปยังอีกทีหนึ่งเป็นระยะเวลานานหลายเดือน ซึ่งเป็นเหมือนประจุที่ทำให้ เดฟ โกรห์ล เกิดไอเดียขึ้นมาว่า “อะไรเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนเรา?” ไม่ใช่เพียงแค่การขนย้ายข้าวของเท่านั้น แต่มันหมายถึง “แรงผลัก” ที่ทำให้เราเดินออกจากพื้นที่ปลอดภัยไปสู่โลกกว้างที่เราไม่คุ้นเคยด้วย

            ในหนังเรื่อง “Almost Famous” ของผู้กำกับ แคเมรอน โครว์ ฉากที่ในอยู่ในใจใครหลายคนก็คือฉากที่ทั้งวงดนตรีและลูกทัวร์ทุกคนที่นั่งอยู่บนรถบัสสำหรับเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตอยู่ๆก็ร้องเพลง “Tiny Dancer” ของ เอลตัน จอห์น ขึ้นมา ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นสมาชิกวงและผู้จัดการเพิ่งจะทะเลาะกันมาอย่างหนัก เมื่อล้อหมุนก็เหมือนกับว่าความขัดแย้งก็ค่อยๆมลายหายไปตามการหมุนของล้อรถ อาจจะเป็นเพราะว่ารถทัวร์เป็นทั้งพื้นที่ปลอดภัยและสถานที่พิเศษที่มีความทรงจำและไอละอองของมิตรภาพลอยอบอวลอยู่ในนั้น มันเป็นพื้นที่ๆนักดนตรีแทบจะทุกคนในโลกเคยสัมผัสเมื่อคิดที่จะตระเวนเดินสายแสดงคอนเสิร์ตในช่วงเริ่มตั้งวงใหม่ๆ การหารถตู้เก่าๆซักคันที่มีพื้นที่มากพอที่จะขนเครื่องดนตรีและอุปกรณ์ที่จำเป็น รวมถึงสมาชิกวงที่แออัดอยู่บนนั้นเพื่อเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งทำให้ทุกคนในรถรู้นิสัยใจคอกันได้ดีที่สุด เพราะระยะเวลาที่ยาวนานหลายชั่วโมง, หลายวัน หรืออาจะหลายเดือนในระหว่างการเดินทางบนรถตู้อันแสนคับแคบนั้น ทุกคนจะต้องพึ่งพาอาศัยกัน รู้จักธาตุแท้ของแต่ละคนกันมากขึ้น และเหนืออื่นใดมันเป็นพื้นๆที่แสดงออกให้เห็นซึ่งความรักและความจริงใจมากกว่าอะไรทั้งหมด

            สตีเวน ไทเลอร์ แห่งวง Aerosmith เผยในหนังว่าการขึ้นรถตู้เป็นเหมือนกับการผจญภัยที่ไม่มีอะไรแน่นอนเลยสักอย่าง แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นของมิตรภาพที่แน่นแฟ้น ริงโก้ สตาร์ แห่งวง The Beatles เผยในสิ่งที่ไม่น่าจะมีใครรู้มาก่อนว่าสมาชิกวงแต่ละคนจะต้องผลัดกันนอนหนุนกันเพื่อความอบอุ่นในรถตู้ระหว่างการเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตเพราะกระจกรถแตกและอากาศข้างนอกที่เข้ามาภายในรถนั้นหนาวเกินจะทานทน มีวงดนตรีหลายวงที่ต่างก็เคยพบประสบการณ์นักดนตรีผายลมในรถตู้กันมาแล้วทั้งนั้น แอนนี่ อีริน คลาร์ค หรือ St. Vincent บอกตามตรงในหนังว่าเธอเหม็นจนแทบอ้วกออกมา เมื่อหิวก็ต้องทำแซนวิชกินกันเองบนรถ แต่ถึงอย่างไรก็ตามเมื่อถูกถามถึงประสบการณ์บนรถตู้เก่าๆที่ใช้ในการเดินทางเพื่อเล่นดนตรีตามสถานที่ต่างๆ สีหน้าและแววตาของศิลปินแต่ละคนต่างก็สดใสเป็นประกายและดูกระตือรือร้นที่จะเล่าเรื่องราวในอดีตให้ทุกคนได้ฟังกัน เพราะช่วงเวลาเหล่านั้นเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆเมื่อคราวที่แต่ละคนแทบไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไรนอกจากความรักในการเล่นดนตรีและได้ใช้ชีวิตร่วมกันแทบจะทุกวินาทีกับเพื่อนๆ ก่อนที่วันชื่นคืนสุขเหล่านั้นจะหายไปความโด่งดังที่ก้าวเข้ามาและเปลี่ยนรถแวนเก่าๆให้กลายเป็นเครื่องบินส่วนตัวแสนสะดวกสบาย ซึ่งมันใช้ระยะเวลาที่สั้นกว่าการเดินทางด้วยรถยนต์มากๆในการเดินทางแต่ละครั้ง

            What Drives Us เปิดเรื่องด้วยสิ่งที่ใกล้ตัว เดฟ โกรล มากที่สุด นั่นก็คือการนำภาพฟุตเตจในระหว่างการเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตช่วงเริ่มต้นในการฟอร์ม Scream วง ฮาร์ดคอร์ พั้งก์ จาก วอชิงตัน ดี.ซี. ที่ เดฟ โกรล เคยเป็นมือกลองมาเกริ่นนำก่อน ภาพรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่มีสมาชิกวงแต่ละคนมีในระหว่างการเดินทางเป็นเหมือนการนำความทรงจำแห่งความสุขสีจางๆมารีรันใหม่อีกครั้ง ซึ่งความสงสัยใครรู่ของ เดฟ โกรล ที่ว่าแล้วศิลปินคนอื่นๆล่ะ เขามีความรู้สึกอย่างไรในช่วงเริ่มฟอร์มวงและได้เซ็นสัญญาเพื่อตระเวนเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตในเมืองต่างๆ หลายๆคนบอกว่ามันไม่สบายอยู่แล้วที่จะต้องนั่งเบียดเสียดกันอยู่ในรถ หลายคนคิดว่าพวกเขาจะต้องมีความฝันที่ยิ่งใหญ่เพื่อที่จะก้าวขึ้นมาเป็นวงดนตรีที่ใหญ่ยิ่งให้ได้ในสักวันหนึ่ง แต่สิ่งที่ทุกคนตอบกลับมาก็คือ ความคิดเหล่านั้นไม่เคยอยู่ในหัวของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย

            หนังสารคดีเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงเรื่องการอัดเข้าไปในรถตู้เพื่อเดินสายแสดงคอนเสิร์ตอย่างเดียว เพราะคำว่า Drives Us ไม่ได้สื่อถึงการขับเคลื่อนด้วยล้อรถจากเครื่องยนต์เท่านั้น แต่มันพูดถึงสิ่งที่ “ผลักดัน” ให้คนๆหนึ่งอยากจะร้องเพลงหรือว่าเล่นดนตรี ไบรอัน จอห์นสัน แห่งวง AC/DC เผยว่าเขาอยากเป็นนักร้องเพราะเห็น ลิตเติล ริชาร์ด ร้องเพลง “Tutti Frutti” และชีวิตของชนชั้นแรงงานใน “ดันสตัน” ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆในอังกฤษมีทางเลือกแค่ทางเดียวในการหาเงิน นั่นก็คือการทำงานเหมืองแต่แต่ค่ำมืดไปจนถึงเกือบสว่างและมีทางเลือกเพียง 2 ทางเท่านั้นที่จะผลักดันตัวเองให้พ้นไปจากการทำงานแบบไม่ได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันได้ นั่นก็คือการเป็นนักฟุตบอลหรือว่าเป็นร็อกสตาร์ ไบรอัน จอห์นสัน เลือกอย่างหลัง ในขณะที่ The Edge มือกีตาร์แห่งวง U2 ก็บอกในสิ่งที่ไม่ได้แตกต่างกันเลย The Edge ตั้งวงด้วยการติดต่อกับ แลร์รี มุลเลน จูเนียร์ ก็เพราะได้ดูหนังเพลงเรื่อง “A Hard Day’s Night” ของวง The Beatles แล้วคิดในใจว่า “นี่แหละคือสิ่งที่เราต้องเป็นให้ได้” แต่สิ่งที่ผลักดันให้วง U2 ทำดนตรีในช่วงแรกจริงๆ คือวง Ramones, ลาร์ส อุลริช แห่งวง Metallica เบื่อที่จะเข้าโบสถ์เล็กๆ ในเดนมาร์ก และสิ่งที่เขาต้องการคือการระบายความกดดันภายในออกผ่านการเล่นกลองให้หนักที่สุด ส่วนสมาชิกวงฮาร์ดคอร์บางวงก็บอกว่าตัวเองเติบโตมากับเพลง อาร์แอนด์บี และ โซล สไตล์ โมทาวน์ เพราะอยู่ในเมืองดีทรอย แต่จุดเปลี่ยนในชีวิตเกิดขึ้นหลังจากที่ตัวเองได้ฟังเพลงพั้งก์ของวง The Clash และวง The Jam ของ พอล เวลเลอร์

            ก่อนที่แรงจากเครื่องยนต์จะหมุนล้อให้วิ่งไปข้างหน้า แรกผลักดันที่มาก่อนหน้านั้นก็คือความรักในการร้องเพลงและเล่นดนตรีโดยที่ไม่มีข้อแม้ใดๆ ศิลปินจากวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่ เดฟ โกรห์ล สัมภาษณ์ทุกวงไม่ว่าจะเป็น เอียน แม็คเคย์ แห่งวง Minor Treat, ดี.เอช. เพลิโกร มือกลองวง Dead Kennedys, สแลช และ ดัฟ แม็คคาแกน แห่งวง Guns N’ Roses รวมถึงสมาชิกจากวงดนตรีที่ส่งอิทธิพลอย่างสูงต่อวงการเพลง ฮาร์ดคอร์, พั้งก์, และ เฮฟวี่ เมทัล อย่าง L7, Black Flag, X, Slayer  ไปจนถึงวงเมนสตรีมอย่าง No Doubt (โทนี่ แคนาล) และ Red Hot Chili Peppers (ฟลี) อย่างในกรณีของ เอียน แม็คเคย์ ซึ่งถือเป็นผู้บุกเบิกวงการเพลง ฮาร์ดคอร์/พั้งก์ ในอเมริกามาตั้งแต่ปลายยุค 70 ก็มีแพสชั่นอย่างแรงกล้าในการผลักดันซีนพั้งก์ให้ก้าวไปไกลยิ่งขึ้นอีกระดับด้วยการทำให้วัฒนธรรม DIY แบบพั้งก์เข้ามามีบทบาทกับวงร็อกรุ่นใหม่ๆ โดยข้อมูลที่น่าจะเพิ่งจะมีการเปิดเผยเป็นครั้งแรกในหนังสารคดีเรื่องนี้ก็คือการที่วง Black Flag ในสมัยที่เพิ่งตั้งวงอยากทัวร์คอนเสิร์ตทั่วอเมริกา แต่ด้วยความที่ไม่มีเงินมากนักทางวงจึงต้องใช้วิธี DIY ด้วยการตีสนิทกับผู้จัดตารางทัวร์ให้กับวง D.O.A. ซึ่งเป็นวง แคเนเดียน/พั้งก์ เพื่อที่จะบุ๊คตารางทัวร์ในการเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตตามรอยวง D.O.A. เป๊ะๆ ซึ่งนั่นจะทำให้ทางวงสามารถลดต้นทุนในการคิดแผนการทัวร์คอนเสิร์ตเองและเพื่อเป็นการสร้างกลุ่มแฟนเพลงใหม่ๆโดยที่ไม่ต้องเสียเงินโฆษณามากนัก

            ฟลี และ โทนี่ แคนาล ให้สัมภาษณ์ในทำนองว่าการทัวร์คอนเสิร์ตและการทำเพลงของวงจะว่าไปแล้วก็ไม่ต่างไปจากการ “ใช้ชีวิต” ซึ่งเมื่อพวกเขาได้ใช้ชีวิตแล้วชีวิตจึงมอบ “ความสำเร็จ” ที่พวกเขาไม่เคยแม้แต่จะคาดคิดให้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชื่อเสียงความโด่งดังหรือว่าจำนวนแฟนเพลงจำนวนมหาศาล โทนี่ แคนาล ในช่วงแรกๆ ที่ทัวร์สมาชิกที่อยู่บนเวทีมีจำนวนมากกว่าจำนวนผู้ชมด้วยซ้ำ แต่พวกเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรไปมากกว่าการได้เล่นดนตรีที่ตัวเองรักและพวกเขาก็ยังคงเป็นเหมือนเดิมนั่นก็คือเล่นดนตรีที่ตัวเองรักให้กับผู้ชมได้รับชม ถึงแม้ว่าสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงคือจำนวนของผู้ชมที่มากกว่าจำนวนสมาชิกบนเวทีเป็นพันเป็นหมื่นเท่าในภายหลัง ดี.เอช. เพรลิโก แห่งวง Dead Kennedys เกือบเสียผู้เสียคนเพราะยาเสพติด แต่ก็เป็นเพราะความรักในดนตรีนั่นเองที่ผลักดันให้เขากลับมาอยู่กับร่องกับรอยและยังคงเล่นดนตรีมาจนถึงทุกวันนี้

            ช่วงเวลาที่ถือว่าพิเศษที่สุดในหนังสารคดีเรื่องนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่นักฟังเพลงและนักดนตรีทั่วโลกต่างก็ห่างเหินจากเวทีคอนเสิร์ตที่มีแฟนเพลงจำนวนมากอยู่ตรงหน้าก็คือคำถามที่ เดฟ โกรห์ล ถามศิลปินทุกคนว่ามันต่างกันสักกี่มากน้อยกับการที่ต้องมาเล่นดนตรีอยู่หน้ากล้องในสตูดิโอหรือบ้านของตัวเองให้แฟนเพลงได้ชมแบบสตรีมมิ่ง ไม่ต้องบอกก็คงรู้ดีอยู่แล้วว่าแต่ละคนจะตอบว่าอะไร ซึ่ง เดฟ โกรห์ล ซึ่งเริ่มมีทักษะของการเป็นคนทำหนังบ้างแล้วก็ใช้ภาษาภาพยนตร์มาตอบคำถามที่ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญนี้ด้วยการนำคลิปสมาชิกวง Metallica แต่ละคนที่กำลังเล่นดนตรีของตัวเองแบบแยกกันคนละบ้านมาให้เห็น ซึ่งเป็นภาพที่ดูแปลกประหลาดพิกล หลังจากนั้นก็เป็นการตัดภาพในแบบไดนามิกคัตที่สั่นสะเทือนความรู้สึกของผู้ชมอยู่ไม่น้อย เมื่อภาพที่ตัดเป็นช็อตต่อมาคือภาพคอนเสิร์ตที่วง Foo Fighters แสดงบนเวที ปิรามิด เสตจ ต่อหน้าผู้ชมหลายหมื่นคนที่เทศกาลดนตรี แกลสตันบิวรี แสงที่ส่องไปยังผู้ชมจำนวนมากที่เบียดเสียดอยู่หน้าเวทีคอนเสิร์ตเหมือนจะสะท้อนถึงความรู้สึกของผู้ชมทุกๆคนที่ต่างก็คิดถึงบรรยากาศเหล่านั้นเหลือเกิน

            ผู้เขียนชอบภาพตอนช่วง End Credits ของหนังสารคดีเรื่องนี้เป็นพิเศษ มันเป็นภาพของศิลปินที่ยืนอยู่ข้างรถตู้ที่พาพวกเขาเดินทางไกลไปยังสถานที่หลายๆแห่งเพื่อเล่นดนตรีให้แฟนเพลงฟังเพื่อเป็นการต่อยอดแรงบันดาลใจให้แฟนเพลงบางคนอย่างเช่น เดฟ โกรห์ล ซึ่งคอนเสิร์ตของวง พั้งก์ ร็อก วงแรกในชีวิตที่ได้ดูตอนอายุ 13 ขวบก็คือคอนเสิร์ตของวง Naked Raygun ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เขาอยากเป็นนักดนตรีวงพั้งก์กับเขาบ้างและทำสิ่งนั้นจนสำเร็จในที่สุด

            รถตู้เก่าๆ เป็นแรงขับเคลื่อนในการสานต่อความรักในการเล่นดนตรีบนเวทีคอนเสิร์ตหลากหลายแห่งของนักดนตรี เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาได้ก้าวข้ามพื้นที่ปลอดภัยเพื่อไปยังพื้นที่ๆเต็มไปด้วยความท้าทาย ซึ่งแรงขับเคลื่อนด้วยล้อคงจะไม่มีความหมายอะไรเลยถ้าหากนักดนตรีที่นั่งอยู่บนรถไม่มีแรงผลักดันจากภายในและสร้างสรรค์ผลงานเพลงดีๆที่กลั่นมาจากตัวตนที่แท้จริงออกมา สรุปอย่างรวบรัดก็คือ “สิ่งที่ผลักดันเรา” ให้ไปสู่เป้าหมายนั้นมีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น นั่นก็คือความรักในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่อย่างแท้จริง ส่วนหน้าที่ของรถตู้นอกจากจะพาอุปกรณ์ดนตรีและนักดนตรีไปยังสถานที่ๆแตกต่างกันออกไปแล้ว มันก็ยังเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงความรักและความฝันของทุกๆคนที่นั่งอยู่บนเบาะอันแสนคับแคบด้วย

            สิ่งที่ทำให้รถวิ่งไปข้างหน้าได้คือเครื่องยนต์ แต่คนที่ถือพวงมาลัยเท่านั้นที่จะบังคับทิศทางเพื่อพารถยนต์ให้เดินทางไปยังที่หมายได้ จะถึงช้าหรือเร็วไม่สำคัญ สำคัญที่ว่าคุณกล้าพอหรือเปล่าที่จะทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง, ขึ้นรถตู้และขับทะยานมันออกไปสู่ท้องถนนที่กว้างใหญ่, กำหนดจุดหมายไปจนที่ทางในการเดินทางด้วยตัวของคุณเองและผองเพื่อนร่วมอุมดมการณ์เดียวกัน

 
 
 Blastmag 2016. All right