+66 81 692 3961
info@blastmag.com


Album Review #1 July


 2016-11-17 01:15:06

    

Explosions In The Sky

Album : The Wilderness
Label : Temporary Residence               
RIYL : This Will Destroy You, Hammock, Mogwai

 

 

กลับมาอีกครั้งกับสตูดิโออัลบั้มที่ 7 ของวงโพสร็อคจากเมืองออสติน เท็กซัส ที่เคยมาฝากฝีมือไว้ให้แฟนเพลงบ้านเราชมกันไปเมื่อสองปีก่อน อัลบั้มนี้โปรดิวซ์โดย John Congleton ที่เคยโปรดิวซ์วงอย่าง Baroness, Swans, Sigur Ros และเคยทำงานให้กับ EITS มาแล้ว 3 อัลบั้ม จัดว่าเป็นโปรดิวเซอร์คู่ใจเลยทีเดียว สิ่งแรกที่รู้สึกจากการฟังอัลบั้มนี้คือ เพลงสั้นลงกว่าอัลบั้มก่อนๆ พอสมควร จากเพลงละ 8-9 นาที จะเหลือความยาวเฉลี่ยประมาณ 5-6 นาที ถึงเพลงจะสั้นลง แต่ก็ไม่ได้ทำให้อรรถรสในการฟังด้อยลงไป กลับรู้สึกดีขึ้นในบางเพลงด้วยซ้ำ เพลงเด่นๆ ในอัลบั้มนี้คือ Wilderness ไทเทิลแทรคเปิดอัลบั้ม แค่เพลงแรกขึ้นมาก็โดนกันแล้ว จังหวะน้อยๆ มินิมอล กับเมโลดี้แบบนี้ แฟนๆของ EITS คงจะเข้าใจกันดี Logic Of A Dream เพลงนี้จังหวะฮึกเหิมน่านำไปทำสกอร์ประกอบหนัง Disintegration Anxiety มีจังหวะขึ้นมาหน่อย นึกถึงท่าย่อๆ ของมือกีตาร์ตอนแสดงสด Colors In Space เพลงนี้เพราะมาก ชอบเป็นการส่วนตัว Landing Cliffs เพลงปิดท้ายอัลบั้มที่จะพาเรากลับจากโลกจินตนาการสู่โลกแห่งความเป็นจริง

โดยรวมแล้วอัลบั้มนี้ถือเป็นการรักษามาตรฐานของวงได้ดีทีเดียว ฟังเพลินต่อเนื่อง การทำเพลงอย่างมีเอกลักษณ์และไม่ย่ำอยู่กับที่ ทำให้เป็นวงแรกๆ ที่นึกถึงเวลาพูดถึงดนตรีแนวนี้ EITS พิสูจน์ให้เห็นว่า เป็นตัวจริงในวงการกับกระแสดนตรีโลกที่โพสร็อคเริ่มจะซาลงไป สื่อใหญ่ๆ บางสื่อ พูดถึงอัลบั้มนี้ว่าเป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดต่อจากอัลบั้ม The Earth Is Not A Cold Dead Place ที่ถือเป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดของวงเลยทีเดียว

 

 

Black Tusk

Album : Pillars Of Ash
Label : Relapse Records                                                             
RIYL : High On Fire, Baroness, Kylesa               
 

                                                                      

 

Black Tusk เป็นวงดนตรีสามชิ้นแนวสลัดจ์เมทัล จากเมืองซาวันนาห์ จอร์เจีย ประเทศอเมริกา ที่มีเพื่อนร่วมเมืองเป็นวงดังอย่าง Baroness และ Kylesa ทางวงประกอบไปด้วยสมาชิกสามคน ได้แก่ Andrew Fidler กีตาร์, ร้องนำ James May กลอง, ร้องนำ และคนสุดท้าย Jonathan Athon เบส, ร้องนำ จะเห็นได้ว่าวงนี้ใช้นักร้องนำร่วมกันถึงสามคนเลยทีเดียว โปรดิวเซอร์ของอัลบัมนี้ คือ Joel Grind คนเก่งแห่ง Toxic Holocaust รับหน้าที่ทั้งโปรดิวซ์, มิกซ์, และเอนจิเนียร์ อัลบั้มนี้จัดเป็นอัลบั้มเต็มอัลบั้มที่ 5 ของวง และเป็นอัลบั้มสุดท้ายของมือเบส Jonathan Athon ที่เสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุทางรถจักรยานยนต์ไปในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2014 เพลงของ Black Tusk จัดเป็นประเภทเดินหน้าฆ่ามัน โฉ่งฉ่าง สลับกันร้องไปมา ไม่เหมือนกับเพื่อนร่วมเมืองที่ช่วงหลังๆ จะเริ่มทำเพลงเบาลงไป เพลงที่โดนๆในอัลบั้มนี้ได้แก่ Gods On Vacation, Desolation In Endless Times, Bleed On Your Knees ซึ่งเพลงนี้อินโทรลดจังหวะลงมาหน่อย แล้วก็เร่งความเร็วขึ้นเหมือนเดิม ถ้าจะให้หาเพลงเด่นๆในอัลบั้มคงต้องบอกว่าเด่นเท่ากันทุกเพลง ใครเป็นแฟนเพลงของวงอยู่แล้วคงเข้าใจความหมายที่กล่าวถึง เพลงจังหวะเร็วๆกับริฟกีตาร์มันๆ เพลงที่ต่างจากเพลงอื่นในอัลบั้มหน่อยก็คงเป็น Punk Out เพลงคัฟเวอร์ของวง Tank 18 เพลงนี้นี่พังค์มาเลย

โดยส่วนตัวแล้วอัลบั้มนี้ถือเป็นอัลบั้มของวงที่ผมชอบมากที่สุดทั้งซาวนด์และชั้นเชิงในการแต่งเพลง  โปรดัคชั่นในอัลบั้มนี้นี่ถือว่ายอดเยี่ยม ถึงจะเป็นวงที่ไม่ค่อยมีความหลากหลายเท่าใดนัก และอัลบั้มนี้ยังถือเป็นการไว้อาลัยต่อการจากไปของ Jonathan Athon อีกด้วย TCBT

 

 

Cult Of Luna and Julie Christmas

Album : Mariner
Label : Indie Recordings                                                            
RIYL : Neurosis, Rosetta, Mouth of The Architect

 

 

อัลบั้มนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Cult Of Luna วงโพสท์เมทัล, สลัดจ์เมทัลจากสวีเดน กับนักร้องสาวสวยอย่าง Julie Christmas แห่งวง Made Out Of Babies และ Battle Of Mice จากอเมริกา อัลบั้มนี้นับเป็นอัลบั้มเต็มชุดที่ 7 ของวง ต่อจาก Vertikal อัลบั้มสุดเจ๋งที่ออกมาเมื่อปี 2013 การพบกันของสองศิลปินนี้เกิดขึ้นจากทั้งสองเป็นแฟนเพลงของกันและกัน ในปี 2014 Cult Of Luna ได้เป็นผู้คัดเลือกศิลปินที่จะเข้าร่วมในเทศกาล Beyond The Red Shift ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และวงต้องการให้ Julie แสดงคอนเสิร์ตของเธอในอัลบั้มเดี่ยว The Bad Wife แต่งานนั้นได้ล่มไปก่อน แต่ทั้งสองศิลปินก็ยังติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ จนเมื่อ Johannes Persson มือกีตาร์ ได้ส่งเดโม่ให้กับ Julie และต้องการให้เธอเขียนเนื้อเพลงและอัดเสียงร้อง และผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจ ทางวงเลยถามเธอว่าสนใจที่จะทำให้โปรเจ็คนี้เป็นอัลบั้มเต็มมั้ย ซึ่งเธอก็ตอบตกลง อัลบั้มนี้ใช้เวลาทำงานเป็นปี เนื่องจากทางวงต้องอัดดนตรีที่เมือง Umea บ้านเกิดในสวีเดน และส่งดนตรีไปให้เธออัดเสียงร้องที่นิวยอร์ค และส่งกลับไปที่สวีเดนอีกที ทั้งสองศิลปินไม่ได้พบกันเลยจนกระทั่งเดือนกันยายน 2015 เมื่อทำอัลบั้มไปได้ครึ่งทาง และ Cult Of Luna ไปทัวร์ที่อเมริกา โดยที่คอนเซปท์ของอัลบั้มนี้กล่าวถึงการสำรวจจักรวาลอันไกลโพ้น อัลบั้มนี้ประกอบไปด้วยเพลงทั้งหมด 5 เพลง ความยาวเฉลี่ยกตกเพลงละเกือบ 10 นาที ถ้าใครเป็นแฟนเพลงของ Cult Of Luna อยู่แล้ว คงเข้าใจสไตล์เพลงดี ว่าทางวงได้รับอิทธิพลมาจาก Neurosis และ Isis ส่วนเสียงร้องของ Julie นี่ไม่ต้องพูดถึง เธอสามารถร้องกระซิบอย่างแผ่วเบาไปจนถึงการแผดตะโกนอย่างสุดเสียง ผมยกให้เธอเป็น Bjork แห่งวงการเมทัลไปเลย เพลงแรก A Greater Call ครั้งแรกที่ได้ฟังเพลงนี้บอกตรงๆ น้ำตาแทบไหลเลยทีเดียว ศิลปินโปรดทั้งสองร้องคลอไปด้วยกัน เพลงนี้หนักหน่วง ครบเครื่อง เหมาะสมเป็นเพลงเปิดอัลบั้ม Chevron เพลงที่สอง เพลงนี้เปิดโอกาสให้ Julie โชว์เสียงร้องอย่างเต็มที่ ลองฟังดูแล้วจะรู้ว่าเสียงร้องของเธอกว้างขนาดไหน เพลงที่สาม The Wreck Of S.S. Needle เพลงที่ลดจังหวะลงมาหน่อย ปล่อยให้ Julie โชว์เสียงร้องคนเดียว Approaching Transition เพลงที่สี่ อินโทรขึ้นมาด้วยจังหวะช้าๆ ล่องลอย เพลงนี้จัดเป็นเพลงที่เบาที่สุดในอัลบั้ม โดยที่ Julie ไม่ได้ร้อง และเพลงสุดท้าย Cygnus โดยที่เพลงนี้ได้รับอิทธิพลมาจากฉาก “Star Gate” ในหนังเรื่อง 2001: A Space Odyssey ของปรมาจารย์ Stanley Kubrick ถือเป็นไฮไลท์ของอัลบั้มนี้เลยทีเดียว สุดยอดมากๆ มีทุกอย่างที่ต้องการ เด็ดขนาดไหน ต้องหาฟังเอาเอง

อัลบั้มนี้ถือเป็นอัลบั้มที่ครบเครื่องมากๆ การมาพบกันของสองศิลปินโปรด โดยที่ทั้งคู่ทำงานได้ยอดเยี่ยม ถือเป็นหนึ่งอัลบั้มไฮไลท์ของผมประจำปีนี้ไปเลย

 

 

Matthew Fischer

Album : Radio Sound
Label : Panda Records
RIYL : Neil Young, Damien Jurado,Bruce Springsteen (Nebraska)

 

 

Matthew Fischer เป็นศิลปินโฟล์คชาวอเมริกัน จากเมืองวิสคอนซิน ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และเปิดร้านแฮมเบอร์เกอร์เล็กๆชื่อ Fatty’s Bar & Diner โดยที่ร้านยังเป็นที่จัดคอนเสิร์ตเล็กๆ และเขายังมีวงดนตรีชื่อ Matthew Fischer and The Fishes เล่นร่วมกับเพื่อนนักดนตรีต่างชาติ แต่อัลบั้มนี้เป็นงานเดี่ยวของเขา ครั้งแรกที่ผมได้ดู Matthew Fischer and The Fishes เล่นสด คือการเล่นเป็นวงเปิดให้กับวง Cloud Nothings การแสดงสดครั้งนั้น ทำให้ผมนึกถึงวงอัลเทอร์เนทีฟคันทรีอย่าง Uncle Tupelo, Wilco, The Jay Hawks ซึ่งล้วนเป็นวงโปรดของผม ทำให้ผมกลายเป็นแฟนเพลงของ Matthew ไปเลย ต้องออกตัวไว้ก่อนเลยว่าผมชอบอเมริกันโฟล์คและอัลเทอร์เนทีฟคันทรีมาก งานนี้การรีวิวอาจมีการเอนเอียงไปบ้าง อัลบั้มนี้ออกกับค่าย Panda Records ประกอบไปด้วยเพลงทั้งหมด 10 เพลง Matthew เป็นคนแต่งเองเกือบทั้งหมด มี 3 เพลงที่มีคนมาร่วมแต่งด้วย ภาพรวมของอัลบั้มเป็นเพลงโฟล์คเหงาๆ เสียงร้องเศร้าๆ เนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตและการเดินทาง เข้าใจได้ไม่ยาก แต่อาจต้องตีความ เพลงเด่นๆในอัลบั้มนี้แทบอยากจะบอกว่าคือทุกเพลง แต่จะเลือกพูดถึงเพลงที่ชอบเป็นพิเศษ เพลงแรก Radio Sound เพลงเปิดอัลบั้ม เพลงนี้ฟังครั้งเดียวก็ร้องตามได้ Come Over Here มีกลิ่นคันทรีโชยมา Love Myself มีเสียงแมนโดลินกับฮาร์โมนิก้า เพราะมาก Bad Things เพลงนี้ผมชอบที่สุดในอัลบั้ม เหงา เศร้าสุดๆ I Just Realised ท่อนฮุคโดนสุดๆ Up In Wisconsin เพลงนี้มีจังหวะสนุกที่สุดในอัลบั้ม คันทรีมาเลย

เพลงแนวโฟล์คคันทรีนี้จัดเป็นพื้นฐานดนตรีของชาวอเมริกันแทบทุกคน ดูได้จากอัลบั้มเดี่ยวของนักร้อง  นักดนตรีวงต่างๆ แต่สำหรับในประเทศไทย การหาดูการแสดงสดของศิลปินแนวนี้หาได้ยากเหลือเกิน ยิ่งวงใหญ่ๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง Matthew ทำได้ดีในฐานะนักแต่งเพลง ในการนำดนตรีจากบ้านเกิดมาให้พวกเราชาวไทยรับฟัง เสียงร้องอันชวนเหงา ทำให้เคลิ้มได้ง่ายๆ มีโอกาสควรไปดูการเล่นสดของเขานะครับ แล้วอย่าลืมไปอุดหนุนร้าน Fatty’s Bar & Diner ของเขาด้วย

 

 

 

 
 
 Blastmag 2016. All right