+66 81 692 3961
info@blastmag.com


Album Review #3 September


 2016-11-21 23:41:40

    

Band Of Horses

Album : Why Are You OK
Label : Interscope
RIYL : My Morning Jacket, Fleet Foxes, Kings Of Leon

เดินทางมาถึงอัลบั้มที่ 5 แล้ว สำหรับดนตรีอินดี้ร็อคอย่าง Band Of Horses ภายใต้สังกัดใหม่อย่าง Interscope. Band Of Horses ก่อตั้งโดยแกนนำของวงอย่าง Ben Bridwell ที่รับตำแหน่งร้องนำและกีตาร์ เป็นคนแต่งเพลงหลัก และยังเป็นสมาชิกดั้งเดิมจากอัลบั้มแรกเพียงคนเดียว สมาชิกที่เหลือประกอบไปด้วย Creighton Barrett กลอง Ryan Monroe คีย์บอร์ด Bill Reynolds เบส ที่บางครั้งโดดไปรับหน้าที่โปรดิวเซอร์ให้กับศิลปินอื่น และ Tyler Ramsey ในตำแหน่งกีตาร์ ซึ่งเขาเองยังเป็นศิลปินเดี่ยวอีกด้วย ดนตรีของ Band Of Horses เป็นอินดี้ร็อคที่ออกไปทางอเมริกันมิวสิค มีสำเนียงคันทรี เซาเทิร์นร็อค และโฟลค์ร็อค อัลบั้ม Why Are You OK เป็นอัลบั้มที่ 5 ของวง อัลบั้มนี้โปรดิวซ์โดย Jason Lytle คนเก่งแห่งวง Granddaddy ที่ร่วมโปรดิวซ์กับทางวงเอง และยังมีตำนานอย่าง Rick Rubin มานั่งเป็น Executive Producer ทำให้เพิ่มความน่าสนใจให้กับอัลบั้มนี้อีกไม่น้อย เปิดอัลบั้มมาด้วย Dull Times/The Moon แค่เพลงแรกขึ้นมาก็เพราะแล้ว กะจะฆ่ากันให้ตายตั้งแต่เพลงแรก เพลงช้า ๆ เนิบ ๆ มีเร่งจังหวะในช่วงท้ายแเพลง Solemn Oath เพลงน่ารักๆกับเสียงสไลด์กีตาร์เพราะๆ Hag เพลงนี้กลับมาเพราะกันอีก Casual Party ซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้ม จังหวะสนุกสนานเหมาะสำหรับเปิดในปาร์ตี้ In A Drawer เพลงนี้ได้แขกรับเชิญอย่างน้าหงอก J Mascis แห่ง Dinosaur Jr. ที่พึ่งออกอัลบั้มใหม่เหมือนกัน เพลงนี้ท่อนฮุคติดหูมาก ๆ Lying Under Oak เพลงเพราะอีกเพลง Throw My Mess เพลงสนุกๆ Whatever, Wherever เนื้อเพลงน่ารัก Country Teen เพลงนี้แต่งโดย Tyler Ramsey มือกีตาร์ของวง Barrel House เพลงเหงาๆ Even Still เพลงปิดท้ายอัลบั้ม ล่องลอย ๆ เพราะๆอีกเพลง

         Why Are You OK จัดเป็นอัลบั้มฟังเพลินๆ อาจจะไม่ได้มีเพลงโดดเด่นอะไรมากมาย แต่เพลงที่เพราะๆหลายๆเพลงก็ทำให้หัวใจเบิกบานได้ เอาไว้ฟังเวลาขับรถหรือเวลาทำงานก็ยังดีกว่าฟังเพลงตลาดๆทั่วไป อัลบั้มนี้มีขายในเมืองไทยด้วยนะ จัดจำหน่ายโดย Universal Music อย่าลืมไปอุดหนุนกันด้วย ค่ายเพลงเค้าจะได้ยังออกผลงานดี ๆ ให้ได้ฟังกันต่อไป

 

Vektor

Album : Terminal Redux
Label : Earache
RIYL : Voivod, Atheist, Cynic

Vektor เป็นวงดนตรีจากเทมปา แอริโซน่า ประเทศอเมริกา ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2002 โดยแกนนำหลักของวง David Disanto ที่รับตำแหน่งกีตาร์ ร้องนำ และแต่งเพลง เคยออกอัลบั้มเต็มมาแล้ว 2 อัลบั้ม คือ Black Future ในปี 2009 และ Outer Isolation ในปี 2011 ทั้งสองอัลบั้มออกกับสังกัด Heavy Artillery โดยที่ทางวงได้เซ็นสัญญากับสุดยอดสังกัดในตำนานแห่งประเทศอังกฤษอย่าง Earache ในปี 2012 โดยทาง Earache ได้นำอัลบั้มที่ 2 อย่าง Outer Isolation มาออกใหม่อีกครั้งในปี 2012 Terminal Redux จึงถือเป็นอัลบั้มเต็มอัลบั้มแรกจริง ๆ ที่ออกภายใต้สังกัด Earache อัลบั้มนี้จัดเป็นอัลบั้มเต็มที่ 3 ของวง ซึ่งสมาชิกประกอบไปด้วย David Disanto แกนนำหลัก Eric Nelson กีตาร์ Frank Chin เบส และ Blake Anderson กลอง ซึ่งทั้ง 4 ถือเป็นสมาชิกชุดเดิมจากอัลบั้มที่แล้ว อัลบั้มนี้โปรดิวซ์โดย Byron Filson ที่ทำงานกับทางวงมาตั้งแต่อัลบั้มแรก ซึ่งอัลบั้มนี้ได้ร่วมโปรดิวซ์กับทางวง ดนตรีของ Vektor จัดเป็น Thrash Metal ที่มีความเป็น Technical สูงมากๆ ไปจนถึง Progressive Metal เปิดอัลบั้มแรกมากับเพลง Charging The Void ดนตรี Thrash Metal เต็มสูบ อัดกันไปจนถึง Old School Death เลยทีเดียว ชั้นเชิงในการแต่งเพลงจัดว่าไม่ธรรมดา Cygnus Terminal อินโทรขึ้นมาสวยงาม เพลงนี้จังหวะกลางๆ ไม่รวดเร็วมาก LCD (Liquid Crystal Disease) โซโลกีตาร์โชว์มาตั้งแต่อินโทร เพลงนี้กลับมาเร็วเหมือนเดิม ท้ายเพลงเล่นเกือบเป็นแบล็ค เมทัล Mountains Above The Sun เพลงบรรเลงสั้นๆ Ultimate Artificer เพลงมันๆ เอาไว้วิ่งในคอนเสิร์ต โซโลกีตาร์ปรี๊ดปร๊าด Pteropticon เพลงนี้เอาไว้วิ่งอีกเพลง Psychotropia เสียงร้องของ David Disanto เพลงนี้ดุดัน ร้องได้ดีมากๆ ดนตรีชวนวิ่งเหมือนเดิม Pilars Of Sand เมโลดี้ที่ซ่อนอยู่ในเพลงนี้เพราะมาก ๆ ลองค้นหากันดูดีๆ โซโลกีตาร์เหนือชั้น Collapse ขึ้นมาในจังหวะช้า ๆ เพราะๆนึกถึงเพลงของ Metallica ในอัลบั้มแรกๆ มีโซโลกีตาร์โปร่งด้วย กลางเพลงเข้ามาดุดันเหมือนเดิม ถือเป็นไฮไลท์ของอัลบั้มได้เลยเพลงนี้ Recharging The Void ขึ้นมานี่เป็นแบล็ค เมทัลเลย ดนตรีโคตรซับซ้อน กีตาร์โคตรโชว์ กลางเพลงมีท่อนเพราะๆ เพิ่มความสีฟ เหมาะสำหรับเป็นเพลงปิดอัลบั้ม

Terminal Redux อาจจะเป็นอัลบั้มที่ฟังยากไปซักหน่อย ด้วยความซับซ้อนและความหนักของดนตรี และความยาวของอัลบั้มที่ยาวถึง 70 นาทีกว่าๆ แต่อยากให้ลองฟังฝีมือการแต่งเพลงและการเล่นดนตรีของวงที่จัดว่าไม่ธรรมดา สำหรับแฟนเพลงเก่าๆของวง อัลบั้มนี้ความเร็วของเพลงอาจจะช้าลงไปบ้าง แต่สิ่งที่ได้มาแทนคือความซับซ้อนของดนตรี อยากให้ลองฟังกันดูนะครับ อะไรที่ย่อยยากๆ มันจะฟังได้นานกว่าพวกที่ย่อยง่ายๆ เคี้ยวง่ายๆ นะ

 

Nails

Album : You Will Never Be One Of Us
Label : Nuclear Blast
RIYL : Full Of Hell, Trap Them, Dead In The Dirt

Nails เป็นวงดนรีจากออกซ์นาร์ด แคลิฟอร์เนีย ประเทศอเมริกา มีสมาชิกทั้งหมดสามคน นำโดย Todd Jones ในตำแหน่งกีตาร์, ร้องนำ John Gianelli เบส ร้องประสาน และ Taylor Young ในตำแหน่งกลอง ซึ่ง Taylor นี่ยังเป็นสมาชิกในวงอย่าง Twitching Tongues ที่เขารับหน้าที่เล่นกีตาร์ ซึ่งเป็นวงที่เขาทำร่วมกับน้องชาย You Will Never Be One Of Us นี้เป็นอัลบั้มเต็มอัลบั้มที่ 3 ของวง ภายใต้สังกัดใหม่อย่าง Nuclear Blast อัลบั้มนี้รับหน้าที่โปรดิวซ์ เอนจิเนียร์ และมิกซ์ โดย Kurt Ballou มือกีตาร์สุดเก๋าแห่ง Converge ปกอัลบั้มนี้ยังออกแบบโดยสุดยอดฝีมือแห่งอเมริกันแบล็คเมทัลอย่าง Wrest แห่ง Leviathan ดนตรีของ Nails จัดเป็นประเภท Power Violence, Grindcore และมีส่วนผสมของ Hardcore เปิดอัลบั้มด้วยไทเทิลแทร็คอย่าง You Will Never Be One Of Us มึงไม่มีวันเป็นพวกกูแน่ ๆ ขึ้นมาก็อัดกันยับ Friend To All มีท่อนเบรคดาวน์ให้วิ่งกันด้วย Made To Make You Fail เพลงนี้มีโซโลกีตาร์สไตล์ Slayer นิดนึง Life Is A Death Sentence เพลงนี้วัยรุ่นเตรียมมอช Violence Is Forever เพลงนี้ยาวขึ้นมาหน่อย สามนาทีกว่า ส่วนตัวชอบเพลงนี้ที่สุดในอัลบั้ม ชอบชื่อเพลงด้วย Savage Intolerance เพลงนี้กลองโคตรกระหน่ำ Taylor Young ตีดีมาก In Pain อัดกันเช่นเดิม โซโลกีตาร์ชวนปวดกบาล Parasite อัดกันยับไม่มีพัก Into Quietus มีท่อนให้โยกหัวตาม They Come Crawling Back เพลงสุดท้าย เพลงนี้ยังเป็นเพลงที่ยาวที่สุดที่วงเคยแต่งอีกด้วย ความยาวประมาณ 8 นาที เป็นเพลงที่ยาวกว่ามาตรฐานเพลงอื่นๆของวงมาก แต่ไม่ได้น่าเบื่อนะ ถ้าจะหันไปเอาดีทางแต่งเพลงยาวๆ ก็ได้

เพลงของ Nails จัดเป็นประเภทใส่กันยับ ไม่มียั้งใดๆ ทั้งสิ้น ทุกครั้งที่ฟังจะรู้สึกว่า นี่พวกมึงไปโกรธใครมาขนาดนั้น สิ่งที่ You Will Never Be One Of Us ต่างจากอัลบั้มก่อนๆ คือ อัลบั้มนี้ซาวนด์มีความเป็นเมทัลมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บวกกับโปรดักชันที่แข็งแรงขึ้น น่าเสียดายที่เมือวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา Nails ประกาศยกเลิกทัวร์ทั้งหมด พร้อมกับประกาศพักวงเป็นการชั่วคราว ซึ่งเคยมีข่าวว่าวงจะแตกตั้งแต่หลักจากเซ็นสัญญากับ Nuclear Blast ใหม่ๆ ในปี 2014 หวังว่าการพักวงครั้งนี้จะไม่เป็นการถาวร เพราะว่าอัลบั้มนี้ได้ยกระดับให้ Nails ได้เป็นหัวแถวของดนตรีแนวนี้ไปแล้ว

 

Gojira

Album : Magma
Label : Roadrunner
RIYL : Gorguts, Enslaved, Meshuggah

Magma คืออัลบั้มเต็มอัลบั้มที่ 6 ของวงดนตรีจาก บายอน ประเทศฝรั่งเศส ที่ชื่อว่า Gojira หมายถึง Godzilla นั่นเอง Gojira ตั้งวงตั้งแต่ปี 1996 แต่กว่าจะได้ออกอัลบั้มแรกก็ปี 2001 สมาชิกวงประกอบไปด้วยสองพี่น้อง Joe และ Mario Duplantier. Joe ในตำแหน่งกีตาร์, ร้องนำ และ Mario ในตำแหน่งกลอง Jean-Michel Labadie เบส และ Christian Andreu กีตาร์ อัลบั้มนี้โปรดิวซ์โดย Joe Duplantier แกนนำของวงเอง ดนตรีของ Gojira จัดอยู่ในประเภท Progressive Metal โดยมีส่วนผสมของ Groove Metal และบางเพลงอาจหนักไปจนถึง Technical Death Metal เปิดอัลบั้มมาด้วย The Shooting Star อินโทรมาด้วยริฟฟ์กีตาร์แปร่งๆ มีบรรยากาศอบอวล ล่องลอย อยู่ในเพลง ถือว่าเป็นเพลงที่ผมชอบมากๆ Silvera ซิงเกิ้ลที่สองของอัลบั้ม เพลงแบบนี้คือลายเซ็นของ Gojira ริฟกีตาร์หนักแน่น เสียงร้องกระแทก ท่อนฮุคติดหู The Cell เพลงนี้อินโทรเร่งจังหวะขึ้นมา ฝีมือกลองของ Mario ยอดเยี่ยมมากๆ Stranded ซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้ม บอกตรงๆ เพลงนี้ฟังครั้งแรกไม่ชอบเลย รู้สึกว่าง่ายเกินไปสำหรับ Gojira แต่ซิงเกิ้ลแรกก็ควรจะเข้าถึงคนหมู่มาก วงเลยคงเลือกเพลงนี้ Yellow Stone อินโทรมา ริฟกีตาร์นึกว่าสโตนเนอร์ร็อค เป็นเพลงบรรเลงสั้นๆ ความยาวนาทีกว่า Magma เพลงจังหวะช้าๆดนตรีหน่วงๆ โซโลกีตาร์สำเนียงไม่คุ้นหู Pray ดนตรีขึ้นมานี่ขัเป็น Meshuggah เลย ดนตรีเพลงนี้โคตรโชว์ Only Pain เพลงนี้กลับมาเป็นสำเนียงที่คุ้นเคยของ Gojira. Low Lands ซิงเกิ้ลที่สามของวง เพลงช้าๆ โดยส่วนตัวชอบเพลงนี้มากๆ มิวสิควีดีโอเพลงนี้ยังสวยมากๆ ลองเข้าไปดูกัน Liberation เพลงปิดอัลบั้ม เป็นเพลงบรรเลง เพลงนี้นี่เป็นไซคีเดลิคเลย

Gojira ถือว่าเป็นวงที่มีพัฒนาการในทุกอัลบั้ม อย่างอัลบั้มนี้สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือ การร้องเสียงคลีนค่อนข้างเยอะ ซึ่งตัว Joe นักร้องนำเอง ทำได้ดีเสียด้วย ทางด้านดนตรีก็ค่อนข้างที่จะมีเพลงเบาลงมากขึ้น แต่แฟนๆไม่ต้องห่วง ระดับ Gojira ซะอย่าง ไม่มีทางแต่งเพลงธรรมดาๆออกมาหรอก ถือว่าเป็นอัลบั้มที่ดีภายในปีนี้อีกหนึ่งอัลบั้ม

 
 
 Blastmag 2016. All right