+66 81 692 3961
info@blastmag.com


Album Review #5 November


 2016-11-22 00:59:31

    

My Life As Ali Thomas

Album : Paper
Label : Warner Music Thailand
RIYL :  Daughter, Lily & Madeleine, The Swell Season

ตามดูวงเมื่อหลายปีก่อนที่จะได้เซ็นสัญญาเข้าค่าย Tigger Twin (ค่ายเล็กของชวเลข สร่างทุกข์) ที่ทุกวันนี้พับโครงการไปเรียบร้อย ได้ยินการเล่นสดครั้งแรกทำเอาสะดุ้งในเสียงร้องของ พาย กัญญภัค วุธรา บรรยากาศเพลงได้อารมณ์เหงา เศร้าโดยแท้ ขนาดเล่นที่ผับยังทำเอาคนดูรอบๆ ยืนเงียบตั้งใจฟังกันกริบ  ผลจากการตระเวนตามงานอินดี้ ร็อก และ ไม่ร็อก ทำให้สะสมกลุ่มแฟนเพลงได้เยอะพอสมควร เพลงแรกๆ ที่ทางวงได้เล่นก็มี “All My Inventions” ประเดิมกับค่ายพยัคย์คู่ด้วย จากนั้นมีข่าวว่าเซ็นสัญญากับทางวอร์เนอร์ มิวสิค ประเทศไทย ในปี 2558 ไม่รอช้าปล่อยเพลง Daughter and Son มาเล่นเปิดตัวกับค่ายใหม่ และ เพลง Winter’s Love ก็ตามออกมาติดๆ

สมาชิกในวงประกอบไปด้วย วิภาต เลิศปัญญา (แร็ก) กีตาร์, โชติวัฒน์ ภูริพันธุ์ (โอ๊ก) เบส, วรรณพงศ์ แจงบำรุง (กลอง) และ พาย ซึ่งกว่าที่สมาชิกจะลงตัวก็มีปรับเปลี่ยนไปตามเวลา  สำหรับอัลบั้มเต็มชุดนี้ ก็นำงานจากที่เคยปล่อยในอัลบั้มรวมของ Tigger Twin อยู่สองเพลง คือ เพลง Lover to Lover และอีกเพลงก็ All My Inventions  ด้วยความที่เป็นแนวโฟลค์ อินดี้ ซึ่งแนวเพลงนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ อารมณ์เด็กเนิร์ดสโลว์ไลฟ์ฟังกัน ดังๆ ที่ชอบอย่าง Glen Hansard ณ The Swell Season และภาพยนตร์เรื่อง Once ก็ทำเอานักฟังเพลงบ้านเราเคลิ้มกันไปเป็นแถว

แทร็คแรก All My Inventions หลายคนฟังกันไปแล้ว อะคูสติกบิ้วท์อารมณ์ตามด้วยไลน์กีตาร์เสริม โหมโรมในช่วงท้ายแบบโพสท์ ร็อก แทร็คสอง Daughter and Son ก็เช่นกัน เพลงนี้ก็ฟังสดไปหลายรอบ ได้อารมณ์เครื่องสายที่สร้างบรรยากาศเพลง นึกพวกไอริชไปเลย  แทร็คสาม Winter’s Love ความเหงาฤดูเหมันต์นี่สร้างเพลงดีๆ มาหลายเพลงโดยเฉพาะความรัก อย่างเพลงนี้ก็กล่าวถึงการแยกทางกัน ลืมแล้วหรือใย ตัวเมโลดี้ได้ความหม่นหมองจริง ๆ แทร็คสี่ Cordelia ขยับจังหวะครื้นเครงกันบ้างแต่เนื้อหาเพลงก็ยังไม่ทิ้งเรื่องรักหม่นๆ บีทกลองนำตลอดเกือบทั้งเพลงไปกับลิคกีตาร์ แทร็คห้า Ellephant เพลงที่พาย ปล่อยให้ฟังใน Soundcloud ตั้งแต่ปี 56 นำมาบันทึกกันใหม่เป็นป็อป ร็อกฟังเพลิน ๆ แทร็คหก Kiss เมโลดี้เพลงแบบบริท ป็อป ลื่นๆ แทร็ค 7 Lover to Lover โทนเสียงร้องของพายเพลงนี้ ทำเอานึกถึง Lily & Madeleine คู่ดูโอสาวนักร้อง นักแต่งเพลง ในบางจังหวะ ไปที่แทร็คสิบ Forget You  แทร็คสุดท้ายชายขอบที่ผมค่อนข้างชอบเป็นพิเศษ ด้วยเนื้อร้องและทำนองเล่นสินึกถึงอดีตคนรักโดยพลัน แยกย้าย จากลา คิดถึงนั่นคือตอนจบของคนในอดีตที่เราต้องลืม

อีกหนึ่งวงไทยสไตล์อินดี้ โฟลค์ ที่มีน้อยวงในบ้านเราจะสามารถถ่ายทอดอารมณ์เพลงได้อย่างเข้าถึงและลงตัว ตั้งแต่ตามดูหลายปีก่อนคิดว่ายังไงสะวงนี้ไปได้อีกไกลและก็มาไกลจนถึงตอนนี้แล้ว

 

Rewat Buddhinan

Album : Alive
Label : GMM Grammy
RIYL : Rewat Buddhinan

พี่เต๋อ เรวัต พุทธินันทน์ ชื่อนี้นักดนตรีไม่มีใครไม่รู้จัก ต่อให้เป็นคนฟังเพลงก็เหอะ ถึงเกิดไม่ทันยุคพี่เขาก็คงได้ฟังเพลงที่ศิลปินท่านอื่นนำมาร้องใหม่ คัฟเวอร์ใหม่ ร้องตามผับ บาร์กันบ้างละ อีกทั้งกำเนิดค่ายยักษ์แกรมมี่ พี่เต๋อ และ อากู๋ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ได้ก่อตั้งขึ้น ปลุกปั้นศิลปินยุคแรกเปลี่ยนโฉมวงการเพลงไทยสตริงไปตลอดกาล อาทิ เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์, นันทิดา แก้วบัวสาย วงนกแล วันที่ 27 ตุลาคม 2539 วงการเพลงไทยก็ได้สูญเสียพี่เต๋อด้วยโรคมะเร็ง เหลือทิ้งไว้ด้วยผลงานเพลงและการนำเอาดนตรีแนวทาง ฟังก์ แจ๊ส ร็อก เข้ามาปูทางให้จนถึงทุกวันนี้

ผลงาน 10 เพลงในชุดนี้ พี่โอม ชาตรี คงสุวรรณ มือกีตาร์วง ดิ อินโนเซ้นท์และโปรดิวเซอร์คู่ใจของพี่เต๋อได้ทำการเรียบเรียง ทำดนตรีทุกเพลงใหม่หมด “พี่เต๋อบอกกับผมว่ามีงานอยากให้ลองทำดู โดยให้เอาเพลงเก่าในชุด “เต๋อ 1-2-3” มาทำใหม่ ตอนนั้นพี่เต๋อไม่ได้ใช้คำว่ารีอะเรนจ์ แต่ใช้คำว่า ให้เปลี่ยนไปจนคนจำไม่ได้”  ซึ่งบางเพลงนี่จำทำนองแทบไม่ได้เลยถ้าไม่อ่านชื่อเพลงก่อนฟัง อาทิเพลง “อกหักไม่ยักตาย” “เพื่อนเอย” “ดอกไม้พลาสติก” ที่ใส่ทำนองเพลงร็อกเข้าไปให้หนักแน่นขึ้น ซึ่งฟังแล้วก็แปลกหูไปจากเวอร์ชั่นดั่งเดิมกันเลย อย่างที่ในบันทึกการทำเพลงที่มีเขียนอยู่ด้านใน พี่โอมบอกไว้ว่า “เป็นเพลงหนึ่งที่ผมเห็นว่าพี่เต๋อชอบอย่างออกหน้า เนื่องจากว่าผมเคยอะเรนจ์เพลงนี้ไปครั้งหนึ่งแล้วของเดิมเป็นเพลงกลาง ๆ ผมเลยเปลี่ยนเป็นเพลงช้า ทำไปก็ไม่ค่อยมั่นใจและไม่ชอบด้วย เลยเปลี่ยนอีก ผมมาตีความใหม่ว่า ถ้าเราไม่ได้เปลี่ยนจังหวะให้ช้าลงหรือเร็วขึ้น เราจะทำยังไงให้ต่างไป ผมคุยกับพี่เต๋อว่าถ้าเราเปลี่ยนอารมณ์เพลงเป็นบลูส์ ร็อก อย่างพวกนักดนตรีบลูส์เล่นกันละ พี่เต๋อก็เห็นด้วย....” จากเพลง “ดอกไม้พลาสติก” ที่ถ้าคุณได้ฟังก็น่าจะชอบเวอร์ชั่นนี้แน่นอน  หรือจะเพลงสุดอลังการแนวโปรเกรสซีพ ร็อกอย่างเพลง “อพยพ-เมืองใหญ่เมืองนี้” พี่โอมถึงกับบอกไว้ว่า “เพลงที่ไม่มียั้ง ผมใส่หมดแม็ก และเป็นความภูมิใจขั้นสูงสำหรับผม”

เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ทำออกมาให้คนรักพี่เต๋อได้เก็บสะสม ซึ่งจัดว่าเป็นงานอันทรงคุณค่าของวงการเพลงไทย แนวดนตรีสตริง ป็อป ร็อก ที่พี่เต๋อได้นำมาถ่ายทอดไว้เหมือนหลายสิบปีก่อน ทุกวันนี้ได้แตกแขนงแยกกิ่งก้านสาขาออกไปจนเกินกว่าจินตนาการ หยิบผลงานชิ้นนี้ฟังกันดู ล้ำสมัยเหนือกาลเวลาอย่างแท้จริง  หรือถ้าใครมีกำลังซื้อก็จัดชุด Box Set รวมทุกอย่างราคา 1,999 บาทกันได้เลย

 

 

FOXY

Album : I Saw The Thunder
Label : DIY
RIYL : Depapepe, Jack Thamarat

ในระยะหลังวงการเพลงบ้านเราขาดแนวและวงดนตรีประเภท Instrumental ไปพอควร (อย่างว่าละ ถ้ามีผลงานแล้วไม่เอาไปขายเมืองนอกก็อยู่กันลำบาก) ถ้านับจากสาย Post Rock ก็ยังพอมีอยู่บ้าง แต่นั่นก็ยังมีบางเพลงที่มีเนื้อร้องรวมถึงเมโลดี้เพลงเน้นอารมณ์หม่นหมอง ใส่ซาวนด์อิเล็คทรอนิกส์ ถ้าจะเอาเพียว ๆ แบบ อ.แจ็ค ธรรมรัตน์ อ.จ๊อ สายปั่น พี่เอ๋ วิซาร์ด  นั่งนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกกระทั่งโลกออนไลน์ก็ทำให้ได้มาเจอวง จิ้งจอก FOXY วงนี้   สมาชิกในวง กฤตธิ์ สุวรรณธาดา (แตง) กีตาร์, ต้องจักษ์ ศุภผลศิริ (โบ) กีตาร์, มาฆบุตร สอนคม (เลท) กลอง, สมคิด กุยแก้ว (ไกด์) เบส ทั้งหมดอยู่เชียงใหม่และเป็นวงจากเชียงใหม่ ช่วงหลัง ๆ มาผมแทบไม่ค่อยได้ข่าวคราววงการดนตรีที่นั่นมากนัก ที่รู้จักก็มีไม่กี่วง สายปั่นอย่าง เอก มุติ ก็เคยเชิญมาเล่นงานกรุงเทพฯ ครั้งนึง วงร็อกอย่าง Sustainer ก็จัดงานให้เล่น สายพั้งก์ สายฮาร์ดคอร์ ก็ดูเงียบเหงาไปนิด ค่าย Summer Disc ของเสี่ยท็อปที่ปั้นวงอยู่หลากหลายก็มีได้ฟังกันอยู่

ด้วยความที่เป็นเพลงบรรเลงล้วนๆ ฟังไปจึงจินตนการตามตัวโน้ตเสียงที่ออกมา แทร็คแรก Pale Blue Dot พาร์ทการโซโล่กีตาร์ทำเอานึกถึงวงเมืองนอกสาย Acid Jazz ไลน์เบสเดียวเหนียวหนึบ ซาวนด์กีตาร์จัดออกมาได้หลากหลายตามเอฟเฟกส์บนแผง overdrive , flanger, Phaser เมโลดี้เพลงมีสลับช้าเร็วเร่งขีดอารมณ์ แทร็คสอง Cloud เมโลดี้เริ่มก็สมชื่อเพลง ชวนให้คิดถึงใครบางคน ซาวนด์กีตาร์อุ่นๆ แตกเล็กน้อย จังหวะมาปานกลางฟังเพลิดเพลินบันเทิงใจจริงๆ แถมด้วยการโชว์ไลน์กลองจังหวะสโตรกแน่นอนจริงๆ แทร็คสาม Siamese กลิ่นอาจแจ๊สมาเต็มเหนี่ยว มี อัลโต้ แซ็ก มาแจมสร้างบรรยากาศความสุนทรีย์ แทร็คสี่ Weather Report เพลงที่นำมาทำ MV โปรโมต ผงะแรกที่ฟังนึกถึงเพลงของ Depapepe นิดๆ ด้วยเสียงอะคูสติกกีตาร์ไหลลื่นทั้งเพลง จังหวะเพลงเร็วขึ้นเล็กน้อยคล้ายกำลังถึงจุดออกัสซั่ม ฮา แทร็คห้า Fragile เพลงนี้ค่อนข้างชอบเป็นพิเศษ ด้วยการเล่นกับการผ่อนน้ำหนักเสียงเบาสลับกันไป (Dynamic) ลีดกีตาร์ดุเดือดในกลางเพลง เมโลดี้เพลงนี้ให้อารมณ์ค่อนข้างล่องลอย แทร็คหก Thunder กลับมาคึกคักเล็กน้อย ไลน์เบสเด่นสง่าราศี แทร็คเจ็ด Herbie อีกหนึ่ง MV ที่ตามหลังเพลงรายงานสภาพอากาศ ไลน์กีตาร์โซโล่ได้อารมณ์สนุกๆ เหมือนรุ่งอรุณวันใหม่ เพลงนี้เป็นเพลงยาวสุดร่วมห้านาที แทร็คสุดท้าย Hollow จังหวะผ่อนคลายวางเป็นเพลงปิดของอัลบั้ม  ซึ่งถ้าฟังทั้งอัลบั้มก็จะเข้าใจการจัดลำดับเพลงตามห้วงอารมณ์ของทางวงที่ตั้งใจนำเสนอ กีตาร์คู่ทำหน้าที่ประสานกันได้เข้าขากันอย่างแรง เบส กลอง เรียกว่าทีมเวิร์คจัดครบทุกกระบวนแถมทำเพลงออกมาให้เสพง่ายเป็นยาแก้ไอรสหวานดื่มง่ายเลย

เชียงใหม่มักจะมีนักดนตรีเอกอุซุกซ่อนอยู่ทั่ว บ้างก็จากสายเล่นกลางคืน บ้างก็ทำงานไปด้วยเล่นเป็นงานอดิเรก ใครที่เคยไปคลุกคลีตามร้านผับบาร์ หลายๆ ร้านจะมีสายฝีมือให้ยลแบบอึ้งให้เพียบ และวง FOXY ผมรับประกันว่างานมิวสิคอะวอร์ดพวกสื่อต่างๆ ถ้ายังมีจัด ต้องมีชื่อ FOXY วงนี้อยู่ในลิสโนมินีสายเพลงบรรเลงยอดเยี่ยมแน่นอน เว้นเสียแต่ว่าเขาไม่เมียงมองแม้แต่น้อย  อย่าลืมเข้าเพจวงอุดหนุนแผ่นวงกันมาฟัง

 

Green Day

Album : Revolution Radio
Label : Warner
RIYL : POP PUNK !

งานชุดที่ 12 เข้าไปแล้วของวง ป็อป พั้งก์อันดับหนึ่งของโลก ห่างไป 4 ปีจากงานชุดที่แล้วไตรภาค Uno Dos Tre จะว่าไปยอดขายครั้งก่อนถือว่าน้อยมากเมื่อครั้งเซ็นเข้าสังกัดใหญ่ และกระแสของวงก็ดูลดน้อยลงไป เทียบไม่ได้เลยกับ American Idiot กับ 21st Century Breakdown ก็แหงละ 2 ชุดนี้เพลงดีติดหูมันเยอะแถมได้รางวัลแกรมมี่อีกต่างหาก ผลจากความดังของชุดนี้ทำให้ทางวงกลับมาเล่นที่เมืองไทยครั้งที่สอง ห่างจากครั้งแรกสิบกว่าปีและน่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะมีคนจัดวงวันเขียว ณ บ้านเรา (นี่ก็ผ่านมาหกปีกว่าละ ตั้งแต่ มกราคม 2010)

งานชุดนี้จัดไป 12 เพลง คลุกเคล้าในสิ่งที่วงเดินมาตามทางตั้งแต่ชุด Nimrod แหละนั้นทำให้ชาวพั้งก์ไม่ค่อยชอบทางวงสะเท่าไหร่ที่จู่ ๆ ก็มีเพลงเนิบ ๆ ออกมา แหม ใครจะไปอัดไม่ยั้งได้แบบชุด Dookie กับ Insomniac กันได้ตลอดละ ฮาฮา ทางบิลลี่ โจ และพรรคพวกเองก็อยากนำเสนอสิ่งที่เป็นตัวเองตามวัย เรียกว่าความห้าวเจือจางแต่ได้มาความสุขุมนุ่มลึก เปิดแทร็คแรก Somewhere Now ก็เนิบ ๆ ฟังง่าย ๆ แทร็คสอง Bang Bang เพลงทำ MV พอจะเข้าทางเก่าดั้งเดิมอยู่ อัดกันสนุกสนานตามวัย แต่เนื้อเพลงนี่กระแทกแดกดันสังคมอเมริกันชนในโลกโซเชียล ดราม่า ยกยอตัวเอง แย่งกันเด่นดังด้วยความเดือดร้อนของคนอื่น อื้อหื้อ ! มิน่ายอดวิวยูทูปถึงท่วมท้น  แทร็คสาม เพลงเอกชื่อเดียวกับอัลบั้ม จัดหนักไม่ทิ้งช่วง แทร็คสี่ Say Goodbye ลดความหนักลงมาปานกลาง เซย์ฮาโหลตำรวจที่ลาดตระเวน ลาก่อนคนที่เรารัก เนื้อหาคมคาย ๆ แทร็คห้า Outlaws กลายเป็นเพลงป็อป พั้งก์ ที่ถนัด เนื้อหาย้อนวัยเมื่อครั้งยังเป็นคนห่าม ๆ ทำสิ่งผิดกฎหมายแต่วัยเด็ก ทำนองติดหูพอ ๆ กับเนื้อร้องฟังเคลิ้มดี แทร็กหก Bouncing Off The Wall ขยับขึ้นมาสนุกเล็กน้อยพาวเวอร์คอร์ดสับนำมา อย่างแทร็คเจ็ด Still Breathing มาแบบป็อป พั้งก์ทั่วไปไม่มีอะไรสะดุดหู จนข้ามไปแทร็คสุดท้าย Ordinary World สายอะคูสติกของพี่บิลลี่ โจ แบบไม่ต้องมีเครื่องอื่นมาผสม ฟังง่าย ๆ เน้นเนื้อหาตามท้องเรื่อง โลกแสนธรรมดา ๆ

ชุดล่าสุดนี้ทางวงหันกลับมาโปรดิวซ์ กันเองโดยไม่ได้ใช้บริการคนไหนเลย (เหมือนชุด Warning) ถ้าฟังแบบไม่คิดอะไร งานชุดนี้ก็ไหลลื่น เรียบง่าย เน้นเนื้อหากะเทาะสังคมตามแบบฉบับ พั้งก์ ซึ่งมุมมองของชาวพั้งก์ก็คือ เพื่อชีวิตเช่นเดียวกัน ก็แค่ต่างว่าจะเล่นท่วงทำนองแบบไหนก็เท่านั้นเอง

 
 
 Blastmag 2016. All right