+66 81 692 3961
info@blastmag.com


Album Review #6 December


 2016-11-22 01:18:52

    

Touché Amoré

Album : Stage Four
Label : Epitaph
RIYL : Pianos Become The Teeth, Loma Prieta, Mewithoutyou

Touché Amoré เป็นวงดนตรีจาก เบอร์แบงค์ แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ออกอัลบั้มมาแล้ว 3 อัลบั้ม Stage Four เป็นอัลบั้มเต็มอัลบั้มที่ 4 ของวง ซึ่งสมาชิกประกอบไปด้วย Tyler Kirby เบส Elliot Babin กลอง Clayton Stevens, Nick Steinhardt กีตาร์ และ Jeremy Bolm ร้องนำ โดยที่อัลบั้มนี้รับหน้าที่โปรดิวซ์และมิกซ์โดย Brad Wood ที่เคยรับหน้าที่โปรดิวซ์วงอย่าง Sunny Day Real Estate และ Mewithoutyou มาแล้ว ซึ่ง Brad Wood ก็ยังเคยโปรดิวซ์อัลบั้มยอดเยี่ยมก่อนหน้าอย่าง Is Survived by มาแล้ว ปกอัลบั้มรับหน้าที่ออกแบบและอาร์ทไดเรคชั่น โดยมือกีตาร์ของวงอย่าง Nick Steinhardt ซึ่งเค้าคนนี้เคยออกแบบปกอัลบั้มที่มีคนพูดถึงกันมากอย่าง Sunbather ของวง Deafheaven มาก่อน แนวเพลงของ Touché Amoré จัดอยู่ในประเภทโพสท์ฮาร์ดคอร์, เมโลดิค ฮาร์ดคอร์, สครีมโม, และอีโม อัลบั้มนี้ทางวงได้มาอยู่ในสังกัดใหม่ที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอย่าง Epitaph Records อัลบั้มนี้ชื่อ Stage Four ซึ่งชื่ออัลบั้มนี้สามารถตีความไปได้ 2 ทางคือ เป็นอัลบั้มเต็มอัลบั้มที่ 4 ของวง และยังหมายถึงระยะที่ 4 ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายของโรคมะเร็ง โดยที่ Jeremy Bolm เสียคุณแม่ Sandra Bolm ไปด้วยโรคนี้ในปี 2014 ซึ่งการสูญเสียครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อจิตใจ Jeremy เป็นอย่างมาก และการสูญเสียยังกลายเป็นธีมหลักของเนื้อหาในอัลบั้มนี้อีกด้วย อัลบั้มนี้จะยอดเยี่ยมแค่ไหน มาลองฟังกันครับ เปิดอัลบั้มมาด้วยเพลง Flowers And You แค่อินโทรขึ้นมาก็เจอเมโลดี้บาดลึกกันแล้ว เพลงนี้เอาตายเลยนะ บอกตรงๆ New Halloween เพลงแบบ Touché Amoré เนื้อหามีอ้างอิงถึงเพลงของ Sun Kil Moon ด้วย Rapture เพลงนี้ Jeremy ร้องดีมากๆ เมโลดี้กีตาร์สวยงาม Displacement เพลงนี้พูดถึงคุณแม่ของ Jeremy เต็มๆ แต่เป็นเพลงจังหวะกลางๆนะ ดนตรีไม่เศร้า Benediction เพลงเพราะๆ ท่อนฮุคทรงพลัง Eight Seconds เพลงนี้จังหวะสนุก Palm Dreams ซิงเกิลแรกของอัลบั้ม เพลงนี้ก็จังหวะสนุก เนื้อหากล่าวถึงความไม่เข้าใจว่าทำไมคุณแม่ถึงต้องย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่ฝั่งแคลิฟอร์เนีย Softer Spoken เพลงนี้เศร้ามาก Posing Holy เป็นอีกเพลงที่ร้องดีมากๆ Water Damage เพลงนี้ค่อนข้างคล้าย Mewithoutyou เพราะมากๆ Skycraper เพลงปิดอัลบั้มและยังเป็นซิงเกิลที่ 2 ใครที่ได้ดูวีดีโอเพลงนี้คงรู้ว่าเศร้ามากๆ เพลงนี้ได้นักร้องสาว Julien Baker มาร่วมร้องด้วย เพลงนี้เพราะมากๆ Jeremy ใช้เสียงแบบที่ไม่เคยใช้มาก่อน

ความสูญเสียไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป หลายคนใช้มันเป็นแรงผลักดันสร้างสรรค์สิ่งต่างๆขึ้นมาได้อย่างสวยงาม Stage Four พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นอัลบั้มที่ยกระดับให้วง Touché Amoré ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง พร้อมที่จะเป็นอัลบั้มคลาสสิคในอนาคต ใครที่สามารถหาซื้ออัลบั้มนี้มาฟังได้ แนะนำให้นั่งดูเนื้อเพลงระหว่างฟังไปด้วย คุณจะน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

 

Opeth

Album : Sorceress
Label : Nuclear Blast
RIYL : Katatonia, Enslaved, Porcupine Tree
     

กลับมาอีกครั้งกับวงดนตรีหัวแถวของโลกในแนวโปรเกรสซีฟอย่าง Opeth คราวนี้กลับมากับอัลบั้ม Sorceress ห่างจากอัลบั้มก่อนหน้าสองปี เรียกว่าเป็นวงที่ออกงานถี่ใช้ได้ ไม่ต้องให้แฟนเพลงรอนานเกินไป Opeth เป็นวงดนตรีจากสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน แหล่งรวมวงดนตรียอดฝีมือหลากหลายแนวเพลง ทางวงประกอบไปด้วยสมาชิกทั้งหมด 5 คน ได้แก่ Martin Axenrot กลอง, เพอร์คัชชัน Martin Mendez เบส Joakim Svalberg เปียโน, คีย์บอร์ด, ร้องประสาน Fredrik Akesson กีตาร์, ร้องประสาน และแกนนำหลักของวง Mikael Akerfeldt ร้องนำ, กีตาร์ ซึ่งอัลบั้มนี้เค้ายังรับหน้าที่โปรดิวเซอร์เช่นเดิมร่วมกับโคโปรดิวเซอร์อย่าง Tom Dalgety ที่ยังรับตำแหน่งเอนจิเนียร์และมิกซ์ อัลบั้ม Sorceress จัดเป็นอัลบั้มเต็มอัลบั้มที่ 12 ของวง ซึ่งทางวงก่อตั้งกันตั้งแต่ปี 1989 แต่ได้ออกอัลบั้มเต็มอัลบั้มแรกในปี 1995 คืออัลบั้ม Orchid ซึ่งเป็นอัลบั้มที่จัดเป็นอัลบั้มคลาสสิคในยุคแรกของวง แนวเพลงของ Opeth นั้น ในช่วงแรกๆจะเป็นโปรเกรสซีฟเดธไปจนถึงโปรเกรสซีฟ แบล็ค และทางวงก็ลดความหนักลงมาเรื่อยๆจนถึงอัลบั้ม Black Water Park อัลบั้มที่ 5 ที่ออกในปี 2001 อัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มขวัญใจนักวิจารณ์ทั่วโลก ถือเป็นอัลบั้มคลาสสิคในแนวทางโปรเกรสซีฟที่แฟนเพลงแนวนี้ทุกคนควรมีไว้ในครอบครอง อัลบั้ม Black Water Park ยังพอมีเพลงหนักๆ แบบเมทัลอยู่ แต่ก็มีเพลงเบาๆ เป็นแค่แนวทางร็อคเข้ามาบ้างแล้ว จนมาถึงอัลบั้มที่ 7 Damnation ที่ทางวงเล่นในแนวทางโปรเกรสซีฟ ร็อกเต็มตัวด้วยการร้องในเสียงคลีนทั้งหมด พอถึงอัลบั้มที่ 8 Ghost Reveries และ 9 Watershed ก็ยังกลับไปเล่นในแนวเมทัลบ้าง แต่เมื่อออกอัลบั้มที่ 10 Heritage และอัลบั้มที่แล้ว Pale Communion ก็กลายเป็นโปรเกรสซีฟ ร็อกแบบยุคโบราณเลย โอเค เรามาคุยกันถึงอัลบั้ม Sorceress อัลบั้มล่าสุดกัน เปิดมาด้วย Perseplone เพลงบรรเลงกีตาร์โปร่งที่ไพเราะมากๆ Sorceress อินโทรขึ้นมาด้วยเสียงออร์แกนเท่ๆ พอริฟฟ์กีตาร์ขึ้นมา แฟนๆ เมทัลมียิ้ม เพราะริฟฟ์นี้หนักกว่าภายในสองอัลบั้มที่ผ่านมา The Wilde Flowers เพลงนี้รายละเอียดเยอะมาก ๆ อีพิคมาก ๆ เรียกว่าได้ยินเสียงใหม่ ๆ ทุกครั้งที่ได้ฟังเลย โซโล่กีตาร์บาดลึก Will O The Wisp เพลงเพราะๆ มีเสียงเครื่องสาย เสียงโซโล่กีตาร์เพราะมาก ๆ Chrysalis เพลงนี้ชาวเมทัลได้เฮกันอีก นึกถึงอัลบั้ม Black Water Park เลย ดนตรีซับซ้อนมาก Sorceress 2 เพลงช้าบรรยากาศลอย ๆ The Seventh Sojourn ดนตรีลึกลับ มีสำเนียงอาหรับ Strange Brew เพลงนี้เป็นเพลงเดียวที่ Fredrik มือกีตาร์ร่วมแต่งเพราะทุกเพลง Mikael เหมาแต่งคนเดียวทั้งหมด เป็นเพลงที่มีความยาวที่สุดในอัลบั้ม ดนตรีโคตรซับซ้อน เจ๋งมาก ๆ  A Fleetin Glance เพลงนี้มีเสียงคีย์บอร์ดเป็นตัวเดินเพลง บวกกับสำเนียงกีตาร์เท่ ๆ Era เพลงนี้จังหวะโคตรชัด โชว์ฝีมือ Martin มือกลอง Persephone (Slight Return) เพลงบรรเลงสั้น ๆ ปิดอัลบั้ม

Opeth เป็นหนึ่งในวงดนตรีที่ผมชอบมาก ๆ เรียกว่าติดตามทุกอัลบั้ม Sorceress เป็นอัลบั้มที่ดี ถ้าเทียบกับงานในยุคหลังๆที่บางคนบอกว่าเบาเกินไป อัลบั้มนี้พอมีเพลงให้แฟนเก่า ๆ พอยิ้มได้บ้าง แต่ถ้าเป็นแฟนเพลงวงนี้จริง ๆ ยังไงก็ต้องติดตามผลงานกันตลอดไป เป็นหนึ่งในวงที่อยากดูแสดงสดที่สุด ไม่รู้ว่าชาตินี้จะมีหวังรึเปล่า

 

Trap Them

Album : Crown Feral
Label : Prosthetic
RIYL : Black Breath, All Pigs Must Die, Nails

Trap Them เป็นวงดนตรีจากบอสตัน แมสซาชูเซตส์ และซีแอตเทิล วอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ประกอบไปด้วยสมาชิก 4 คน คือ Ryan Mckenney ร้องนำ Brian Izzi กีตาร์ Galen Baudhuin เบส และ Brad Fickeisen กลอง ซึ่งแกนหลักจริง ๆของวงคือ Ryan นักร้องนำ และ Brian มือกีตาร์ Trap Them เริ่มจากการเป็นวงไซด์โปรเจ็คของ Ryan ซึ่งตอนนั้นอยู่กับวง Backstabbers Incorporated และ Brian ซึ่งอยู่กับวง December Wolves ซึ่งตอนหลัง Trap Them กลายเป็นโปรเจ็คหลักของทั้งคู่ อัลบั้มล่าสุดนี้ชื่อ Crown Feral เป็นอัลบั้มที่ 5 ของวง โปรดิวซ์โดย Brian Izzi มือกีตาร์ของวง และ Kurt Ballou สุดยอดมือกีตาร์จาก Converge เจ้าเดิมซึ่งรับตำแหน่งเอนจิเนียร์และมิกซ์ไปด้วย แนวเพลงของ Trap Them จัดอยู่ในประเภทฮาร์ดคอร์พังค์, ไกรนด์คอร์, และครัสท์พังค์ ซึ่งทางวงยังได้รับอิทธิพลหลักมาจากวงสวีดิชเดธเมทัลในตำนานอย่าง Entombed มาเต็มๆ โดยสังเกตได้จากซาวนด์กีตาร์ เปิดอัลบั้มมากับเพลง Kindred Dirt ขึ้นมานี่แทบสะดุ้ง เสียงร้องของ Ryan นี่กระชากแบบสุดลำคอ เพลงนี้เท่มาก ๆ Hellionaires เสียงกลองรัวขึ้นมานี่เตรียมตัววิ่งได้เลย เพลงนี้คล้ายเพลงหนักๆของ Converge ในยุคหลังๆ Prodigala อัดกันไม่ยั้ง มีจังหวะกระฉึก กระฉัก Luster Pendulums เพลงนี้มีท่อนให้วัยรุ่นมอช กลองนี่โคตรกระหน่ำ Malengines Here, Where They Should Be ลดจังหวะลงมาหน่อย ๆ ให้พอได้หายใจ แต่ก็ยังหนักอยู่ Speak Nigh โคตรคลั่ง จังหวะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ท้ายเพลงนี่กลองรัวอย่างกับปืนกล Twitching In The Auras เพลงนี้ก็ลดจังหวะลงมา เสียงร้องในเพลงนี้ดีมาก Revival Spines อินโทรขึ้นมานี่พังค์เลย จังหวะสนุก น่าจะเหมาะกับเล่นสด Stray Of The Tongue เป็นเพลงจังหวะสนุกอีกเพลง ไม่หน่วงเหมือนเพลงแรกๆ มีโซโล่กีตาร์ด้วย Phantom Air เพลงปิดท้ายอัลบั้ม จังหวะหนืดๆ เป็นอีกเพลงที่ร้องดีมาก ๆ

คนที่เป็นแฟนเพลงในแนวๆนี้คงพอจะเข้าใจว่าส่วนใหญ่เพลงจะคล้ายๆหรือออกมาในโทนใกล้เคียงกัน คราวนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับวงแล้วว่าจะหาเอกลักษณ์ให้กับวงของตัวเองได้มั้ย Trap Them ถือว่าเป็นหนึ่งในแนวนี้ที่เสียงร้องกับกีตาร์มีเอกลักษณ์ฟังแล้วสามารถบอกได้ว่าเป็นเพลงของ Trap Them บวกกับมาตรฐานการแต่งเพลงของวงที่เข้าขั้นว่าดีในทุกอัลบั้ม แค่นี้ก็ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับแฟนเพลงของวง ใครที่ติดใจแนวเพลงประมาณนี้มาจาก Nails ลองรับ Trap Them ไว้ในอ้อมใจอีกซักวง ออ มีข่าวดีมาบอกด้วย ที่เล่าให้ฟังไปในเล่มก่อนๆว่า Nails พักวงอย่างไม่มีกำหนด ตอนนี้มีประกาศออกมาแล้วว่าทางวงกลับมารวมตัวกันแล้ว และจะกลับมาทัวร์อีกครั้ง แต่ไม่มีประเทศไทยนะ

 

 

Angel Olsen

Album : My Woman
Label : Jagjaguwar
RIYL : Sharon Van Etten, Cat Power, Best Coast

Angel Olsen เป็นสาวสวยนักร้อง นักแต่งเพลง จากเซนต์หลุยส์ มิสซูรี สหรัฐอเมริกา ก่อนหน้าที่เธอจะทำอัลบั้มเดี่ยว เธอเคยออกทัวร์และร้องคอรัสให้กับ Bonnie “Prince” Billy มาก่อน My Woman เป็นอัลบั้มเต็มอัลบั้มที่ 3 ของเธอ อัลบั้มนี้โปรดิวซ์โดย Justin Raisen และตัว Angel Olsen เอง Justin Raisen นี่เคยร่วมงานกับ Sky Ferreira, Charli XCX, และ Ariel Pink มาก่อน เพลงของ Angel Olsen จัดอยู่ในประเภทอินดี้ ร็อกที่มีอิทธิพลของการาจ ร็อก, ไซคีเดลิคกร็อก, คันทรี, โฟล์ค ไปจนถึงดรีมป็อป โดยที่จะมีกลิ่นของเพลงสไตล์โอลด์ดี้อยู่ด้วย เปิดอัลบั้มขึ้นมากับ Intern เพลงนี้ออกไปทางซินธ์ ป๊อป เรียกว่าเป็นแนวทางใหม่เลย เพราะเธอไม่เคยเล่นแบบนี้มาก่อน เพลงนี้เป็นซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้มด้วย Never Be Mine เพลงเพราะๆ แฟนอัลบั้มเก่าน่าจะชอบ มีกลิ่นโอลด์ดี้ตลบอบอวล Shut Up Kiss Me ซิงเกิ้ลที่สอง เป็นการาจ ร็อกติดหู ลองไปหามิวสิควีดีโอดู แสบใช้ได้ Give It Up เพลงจังหวะสนุก ๆ ชวนเต้น Not Gonna Kill You เพลงนี้แฟนอัลบั้มเก่าก็น่าจะชอบ ท้ายเพลงมีโซโล่กีตาร์ ซาวนด์แปร่ง ๆ เจ๋งดี Heart Shaped Face เพลงนี้ Angel ร้องได้ไพเราะมาก ๆ ใครใจอ่อนนี่ตกหลุมรักได้ง่าย ๆ ดนตรีน้อยแต่เพราะ Sister ซิงเกิ้ลที่สาม เพลงนี้ยอดเยี่ยมมาก ๆ เป็นเพลงที่ยาวที่สุดในอัลบั้ม ชอบทั้งดนตรีและเนื้อหา มิวสิควีดีโอก็สวย Those Were The Days เพลงนี้ก็เพราะมาก ๆ เสียงร้องแบบนี้นี่ทำเอาใจสั่น Woman เป็นเพลงช้าที่ยอดเยี่ยมอีกเพลง ดนตรีดีมาก ๆ Pops เพลงปิดท้ายอัลบั้ม เพลงนี้มาเป็นเปียโนบัลลาดเลย ดีมาก ๆ

นอกจาก Angel Olsen จะเป็นสาวหน้าตาน่ารักแล้ว ยังมีความสามารถอีกด้วย My Woman อัลบั้มนี้ แสดงให้เห็นความสามารถในการแต่งเพลงของเธอ ว่าเธอทำได้ทั้งเพลงจังหวะสนุก ๆ ท่อนฮุคติดหู และเพลงช้าเพราะ ๆซึ้ง ๆ บาดลึก อัลบั้มนี้เติบโตจากอัลบั้มก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด ทั้ง ๆ ที่อัลบั้มที่แล้วอย่าง Burn Your Fire For No Witness ก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว ไม่แปลกใจที่สื่อต่างประเทศหลายๆสำนักยกย่องว่าอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดของเธอ ใครที่ชอบนักร้อง นักแต่งเพลงผู้หญิงลองไปหาอัลบั้มนี้ฟังกัน แล้วคุณจะตกหลุมรัก Angel Olsen อย่างแน่นอน

 

 

 

 

 
 
 Blastmag 2016. All right